Showing posts with label ธรรมะหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช. Show all posts
Showing posts with label ธรรมะหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช. Show all posts
27.2.20
21.2.20
19.2.20
17.2.20
14.1.20
11.1.20
17.10.19
30.5.18
14.1.18
30.9.17
28.10.16
ธรรมะวันนี้
ครูบาอาจารย์สอนหลวงพ่อมา
หลวงปู่ดูลย์สอนว่า
"พบผู้รู้ ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต
จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
เราฟังแล้วไม่เข้าใจหรอก ทำลายอย่างไร
หลวงพ่อพุธ ท่านสอน
"จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบ
โตเต็มที่
มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง"
ท่านสอน บอกมันเหมือนลูกไก่ อยู่ในไข่
ลูกไก่โตเต็มที่ มันเจาะเปลือกออ
กมาเอง
มันทำลายผู้รู้เอง
ทีนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกไก่จะเติบโต
ทำไมลูกไก่ถึงโต อะไรอย่างนี้ ไม่รู้
มันรู้อย่างเดียวว่า จิตนี้ยังขาดอะไ
รบางอย่าง
จิตไม่รู้อะไรบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถทำลายผู้รู้ได้
วันหนึ่งเข้าใจขึ้นมา มันไม่รู้อริยสัจ
นี่ หลวงพ่อสอนแบบเทย่ามให้นะ
จำไว้ก่อน เหมือนหลวงปู่ดู
ลย์สอนหลวงพ่อ จำไว้นะ
เพราะว่าถ้าไม่มีคนบอกให้เราเนี่ย
เราเดินด้วยตัวเองนี่ยากแสนเข็ญเลย
บารมีเราไม่พอที่จะไปด้วยตัวเองได้
อาศัยร่องรอยที่ครูบาอาจารย์ทิ้งไว้ให้ ก็เดินได้
เราไม่เก่งอย่างหลวงปู่มั่นนะ หลวงปู่มั่นท่านคลำทางเอา
ท่านก็อ่านหนังสือเหมือนกัน อ่านปริยัติเหมือนกัน
ไปดูในพิพิธภัณฑ์ท่าน ที่ จ.สกลนคร
ก็เห็นมีหนังสือปริยัติอยู่หลายเล่ม
ท่านคลำทาง เจอทาง
เสร็จแล้วท่านก็สอนหลวงปู่ดูลย์ให้ดูจิต
หลวงปู่ดูลย์ดูแล้ว ท่านก็บอกต่อให้
หลวงพ่อมาอีกที
หลวงพ่อก็บอกต่อพวกเราไป
วันใดรู้แจ้งอริยสัจ วันนั้นวัฏฏะจะถ
ล่มลงไปต่อหน้าต่อตา
สังสารวัฏจะถล่มลงไป เมื่อรู้แจ้งอริยสัจ
รู้แจ้งอริยสัจนี่ รู้ทุกข์อันเดีย
วนี่แหละพอเลย
อะไรเป็นทุกข์ รูปธรรม นามธรรม คือทุกข์
ถ้าเห็นถึงขนาดนั้น รูปนี้คือตัวทุกข์
นามนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์
ตัวที่เห็นยากที่สุด คือ จิต
ถ้าเห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ วัฏฏะถล่มลงตรงนั้นเลย
พวกเราไม่เห็นหรอก พวกเราเห็นว่าจิ
ตนี้เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง
รู้สึกไหม ยังมีทางเลือก มีสุขกับทุกข์ ปัญญาไม่แจ้งพอ
ถ้าปัญญาแจ้งพอ จะรู้ เหมือนอย่างหลวงปู่เทสก์ก็เคยสอ
นหลวงพ่อ
"นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรตั้งอยู่
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับไป"
ประโยคของหลวงปู่เทสก์สอนนี่นะใ
นพระไตรปิฎกมี
หลวงปู่จะอ่าน(พระไตรปิฎก)หรือเปล่าไม่รู้นะ
แต่หลวงปู่รู้ธรรมตรงนี้ ท่านภาวนา
ท่านจะเรียนปริยัติ เรียนพระไตรปิฎก
หรือเปล่า ไม่รู้
แต่สิ่งที่ท่านสอนตรงกันกับพระไตรปิฎก
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป
พอรู้ตรงนี้เท่านั้นเอง จิตมันสลัดคืนรู
ปคืนนามให้โลกไป
ท่านบอก "สิ้นโลก" รูปนามนั้นคือตั
วโลก
ท่านบอกสิ้นโลก แล้วเหลืออะไร เหลือธรรมอยู่ เหลือนิพพาน
เพราะฉะนั้น วางรูปนามลงไปแล
้วเห็นนิพพาน
ท่านแต่งหนังสือเรื่องหนึ่งนะ "สิ้นโลก เหลือธรรม" ใครเคยอ่านไหม
ตอนนั้น หนังสือนั้นท่านเพิ่งเขียนใหม่ หลวงพ่อไปวัดพอดี
คนเขาก็บอก เนี่ย ท่านเขียนใหม่ ตื่นเต้นกันใหญ่
เอามาอ่าน ในนั้นมีเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งนั้นแหละ
ไม่มีอย่างอื่นเลย
ฟังแล้วมันดูลึกซึ้งนะ สิ้นโลก เหลือธรรม
ทำไมมีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา
(ก็ต้อง)อาศัย ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขานั่นแหละ
มันจึงสิ้นโลกได้
จึงวางรูปวางนามได้ เข้าถึงธรรมะแท้
ๆ ถึงพระนิพพาน
ครูบาอาจารย์สอน สำนวนโวหารไม่เหมือนกัน
หลวงปู่เทสก์ "นอกจากทุกข์ไม่
มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป" สอนสิ้นโลกเหลือธรรม
หลวงปู่ดูลย์สอน "พบผู้รู้ ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต
จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
เหมือนคนละเรื่องเลย ที่แท้พูดเรื่องเดียวกัน
สำนวนนี่ไม่เหมือนกันเลย ต้องฝึกเอา ค่อยคลำไป
ดูซิ สิ้นโลกแล้วจะเหลือธรรมจริงไหม
หรือสิ้นโลกนี้ ก็ไปเจอโลกหน้า
พระธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ (591015)
(ตรวจทาน : อ.สรวและทีมงาน)
หลวงปู่ดูลย์สอนว่า
"พบผู้รู้ ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต
จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
เราฟังแล้วไม่เข้าใจหรอก ทำลายอย่างไร
หลวงพ่อพุธ ท่านสอน
"จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบ
โตเต็มที่
มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง"
ท่านสอน บอกมันเหมือนลูกไก่ อยู่ในไข่
ลูกไก่โตเต็มที่ มันเจาะเปลือกออ
กมาเอง
มันทำลายผู้รู้เอง
ทีนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกไก่จะเติบโต
ทำไมลูกไก่ถึงโต อะไรอย่างนี้ ไม่รู้
มันรู้อย่างเดียวว่า จิตนี้ยังขาดอะไ
รบางอย่าง
จิตไม่รู้อะไรบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถทำลายผู้รู้ได้
วันหนึ่งเข้าใจขึ้นมา มันไม่รู้อริยสัจ
นี่ หลวงพ่อสอนแบบเทย่ามให้นะ
จำไว้ก่อน เหมือนหลวงปู่ดู
ลย์สอนหลวงพ่อ จำไว้นะ
เพราะว่าถ้าไม่มีคนบอกให้เราเนี่ย
เราเดินด้วยตัวเองนี่ยากแสนเข็ญเลย
บารมีเราไม่พอที่จะไปด้วยตัวเองได้
อาศัยร่องรอยที่ครูบาอาจารย์ทิ้งไว้ให้ ก็เดินได้
เราไม่เก่งอย่างหลวงปู่มั่นนะ หลวงปู่มั่นท่านคลำทางเอา
ท่านก็อ่านหนังสือเหมือนกัน อ่านปริยัติเหมือนกัน
ไปดูในพิพิธภัณฑ์ท่าน ที่ จ.สกลนคร
ก็เห็นมีหนังสือปริยัติอยู่หลายเล่ม
ท่านคลำทาง เจอทาง
เสร็จแล้วท่านก็สอนหลวงปู่ดูลย์ให้ดูจิต
หลวงปู่ดูลย์ดูแล้ว ท่านก็บอกต่อให้
หลวงพ่อมาอีกที
หลวงพ่อก็บอกต่อพวกเราไป
วันใดรู้แจ้งอริยสัจ วันนั้นวัฏฏะจะถ
ล่มลงไปต่อหน้าต่อตา
สังสารวัฏจะถล่มลงไป เมื่อรู้แจ้งอริยสัจ
รู้แจ้งอริยสัจนี่ รู้ทุกข์อันเดีย
วนี่แหละพอเลย
อะไรเป็นทุกข์ รูปธรรม นามธรรม คือทุกข์
ถ้าเห็นถึงขนาดนั้น รูปนี้คือตัวทุกข์
นามนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์
ตัวที่เห็นยากที่สุด คือ จิต
ถ้าเห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ วัฏฏะถล่มลงตรงนั้นเลย
พวกเราไม่เห็นหรอก พวกเราเห็นว่าจิ
ตนี้เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง
รู้สึกไหม ยังมีทางเลือก มีสุขกับทุกข์ ปัญญาไม่แจ้งพอ
ถ้าปัญญาแจ้งพอ จะรู้ เหมือนอย่างหลวงปู่เทสก์ก็เคยสอ
นหลวงพ่อ
"นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรตั้งอยู่
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับไป"
ประโยคของหลวงปู่เทสก์สอนนี่นะใ
นพระไตรปิฎกมี
หลวงปู่จะอ่าน(พระไตรปิฎก)หรือเปล่าไม่รู้นะ
แต่หลวงปู่รู้ธรรมตรงนี้ ท่านภาวนา
ท่านจะเรียนปริยัติ เรียนพระไตรปิฎก
หรือเปล่า ไม่รู้
แต่สิ่งที่ท่านสอนตรงกันกับพระไตรปิฎก
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป
พอรู้ตรงนี้เท่านั้นเอง จิตมันสลัดคืนรู
ปคืนนามให้โลกไป
ท่านบอก "สิ้นโลก" รูปนามนั้นคือตั
วโลก
ท่านบอกสิ้นโลก แล้วเหลืออะไร เหลือธรรมอยู่ เหลือนิพพาน
เพราะฉะนั้น วางรูปนามลงไปแล
้วเห็นนิพพาน
ท่านแต่งหนังสือเรื่องหนึ่งนะ "สิ้นโลก เหลือธรรม" ใครเคยอ่านไหม
ตอนนั้น หนังสือนั้นท่านเพิ่งเขียนใหม่ หลวงพ่อไปวัดพอดี
คนเขาก็บอก เนี่ย ท่านเขียนใหม่ ตื่นเต้นกันใหญ่
เอามาอ่าน ในนั้นมีเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งนั้นแหละ
ไม่มีอย่างอื่นเลย
ฟังแล้วมันดูลึกซึ้งนะ สิ้นโลก เหลือธรรม
ทำไมมีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา
(ก็ต้อง)อาศัย ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขานั่นแหละ
มันจึงสิ้นโลกได้
จึงวางรูปวางนามได้ เข้าถึงธรรมะแท้
ๆ ถึงพระนิพพาน
ครูบาอาจารย์สอน สำนวนโวหารไม่เหมือนกัน
หลวงปู่เทสก์ "นอกจากทุกข์ไม่
มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป" สอนสิ้นโลกเหลือธรรม
หลวงปู่ดูลย์สอน "พบผู้รู้ ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต
จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"
เหมือนคนละเรื่องเลย ที่แท้พูดเรื่องเดียวกัน
สำนวนนี่ไม่เหมือนกันเลย ต้องฝึกเอา ค่อยคลำไป
ดูซิ สิ้นโลกแล้วจะเหลือธรรมจริงไหม
หรือสิ้นโลกนี้ ก็ไปเจอโลกหน้า
พระธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ (591015)
(ตรวจทาน : อ.สรวและทีมงาน)
3.1.14
16.9.13
จะเป็นวิปัสสนาได้ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
จะเป็นวิปัสสนาได้ ต้องเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
การเจริญปัญญานั้นต้องเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน
ทำไมเราต้องมาเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ก็เพื่อเราจะได้ถอดถอนความยึดถือในกายในใจ เราเห็นว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก วันหนึ่งมันก็ไม่ยึดถือร่างกาย เห็นจิตใจไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา ถึงวันหนึ่งมันก็ไม่ยึดถือจิตใจ ไม่ยึดถือในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย พอจิตไม่ยึดในรูปในนาม จิตก็หลุดพ้นจากรูปนาม ก็บรรลุมรรคผลนิพพานไป
จะเห็นความจริงได้ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ของรูปนาม ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์จิตจะไม่ปล่อย ที่ไม่ปล่อยก็เพราะไม่เบื่อ ถ้าเห็นความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัดคลายความยึดถือ เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือการประพฤติปฎิบัติธรรมทำเสร็จแล้ว กิจที่ต้องทำ ทำเสร็จแล้ว กิจใหม่(เพื่อความเป็นอย่างนี้-ผู้ถอด)ไม่ต้องทำ ไม่มีอะไรต้องทำอีก
เนี่ยจะไปสู่จุดนี้ได้ก็ต้องเห็นตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
28.3.12
สิ่งที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คือสมถะ และวิปัสสนา
พระพุทธเจ้าท่านสอน “สิ่งที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คือสมถะ และวิปัสสนา”ท่านไม่ได้สอนว่า สิ่งที่ควรเจริญ คือสมถะ และวิปัสสนานะ ท่านสอนว่า “สิ่งที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คือสมถะ และวิปัสสนา” ต้องมีปัญญาประกอบ
ทำสมถะไม่มีปัญญาประกอบนะ ก็เป็นสมถะเซื่องซึมไป สมถะทื่อๆ สมถะแข็งๆ ซึมบ้าง แข็งบ้าง หรือสมถะออกนอก ใจฟุ้งออกไปรู้โน่นรู้นี่ภายนอกนั่นไม่มีสติ ไม่มีปัญญากำกับไม่ดี
เจริญวิปัสสนาก็ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง อย่างบางคนไปดูรูปดูนาม ดูเวทนา อย่างนั่งสมาธิมีความปวดเมื่อยเกิดขึ้น ก็นั่งว่าทำอย่างไรจะเอาชนะเวทนาได้ นั่งทนได้ตลอดคืน เวทนาไม่สามารถทำให้เราเปลี่ยนอิริยาบทได้ อันนี้ไม่ได้ทำวิปัสสนาด้วยปัญญาอันยิ่ง
เห็นเวทนาจริงนะ แต่เกลียดมันอยากละมัน
เวทนานั้นอยู่ในขันธ์ ๕ ในขันธ์ ๕ ส่วนใหญ่อยู่ในกองทุกข์ ยกเว้นตัวตัณหาตัวโลภะอะไรพวกนี้ มีสองหมวก หมวกหนึ่งอยู่ในกองทุกข์ หมวกหนึ่งอยู่ในกองสมุทัย สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นต้องรู้ รู้ตามความเป็นจริง เรียกว่ารู้ทุกข์หรือเรียกว่าการปฏิบัติด้วยปัญญาอันยิ่ง
งั้นอย่างนั่งสมาธิปวดเมื่อยขึ้นมาจะนั่งทนเอาชนะเวทนาเนี่ย อันนี้ทำผิดละ ไม่ได้ทำด้วยปัญญาอันยิ่ง แต่ทำด้วยโลภะมันหนุหลังอยู่ ถ้าทำสำเร็จนะ นั่งสำเร็จนะไม่กระดุกกระดิกได้จนมันหายเมื่อยไป มันก็กูเก่งขึ้นมาอีก
งั้นที่ท่านสอนนะ แต่ละคำๆ ของท่านมีความหมาย เวลาทรงจำก็อย่าให้แหว่งไป สิ่งที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คือสมถะ และวิปัสสนา
เมื่อมีสองอย่าง แสดงว่าสองอย่างนี้ก็ไม่เหมือนกัน สมถะก็อย่างหนึ่ง วิปัสสนาก็อย่างหนึ่ง ต้องแยกให้ออก
สมถะนั้น เป็นอุบาย เป็นวิธีการที่จะทำให้จิตใจสงบอันหนึ่ง ทำให้จิตใจสงบและตั้งมั่นอีกอันหนึ่ง สมถะมีสองชนิด สมาธิมีสองชนิด ชนิดที่หนึ่งชื่อ อารัมณูปนิชฌาน อารัมณูปนิชฌานนี้จิตเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตสงบ อย่างหัดภาวนากัน หัดพุทโธๆนะ จิตสงบนิ่งอยู่ อันนี้เป็นอารัมณูปนิชฌาน รู้ลมหายใจไป จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ลมก็ตื้นขึ้นๆ สั้นขึ้นๆ ทำไมสั้นขึ้น? สั้นขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เห็นไหมคำแต่ละคำมีความหมาย ไม่ใช่สั้นลงๆนะ สั้นขึ้นๆลมมันขึ้นๆสั้นเหลือนิดเดียวที่จมูก กลายเป็นแสงสว่าง จิตไปรู้แสงสว่างนั้นแทนลมที่เคลื่อนไปมา จิตจะเข้าฌาน อันนี้ก็เป็นการทำสมถะเพื่อให้จิตสงบ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว มีแค่อยู่กับลมหายใจ ต่อมามาอยู่กับแสงสว่าง หัดพุทโธๆ จิตอยู่กับพุทโธไม่หนีไปไหน ก็อยู่ในอารมณ์อันเดียว การน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั่นแหละเรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน เพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว อันนี้เอาไว้พักผ่อน มีประ
โยชน์ไหม? มีประโยชน์สมาธิอย่างนั้นสมาธิพักผ่อน ไม่ได้ทำให้เกิดปัญญา
มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาภัพที่สุดเลย ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่เมื่อสามสิบปีก่อนนะไปเรียนจากครูบาอาจารย์ที่ไหนท่านมุ่งมาสอนสมาธิตัวนี้เยอะเลย เข้าวัดไหนๆท่านพูดแต่คำว่า “จิตผู้รู้” เข้าที่ไหนท่านพูดประโยคเดียวกัน “ผู้รู้” มีผู้รู้ไว้ การที่มาฝึกจนกระทั่งจิตเป็นผู้รู้เนี่ย จิตมีสมาธิชนิดที่ตั้งมั่น สมาธิตั้งมั่นนี่แหละเอาไว้เดินปัญญา
ไม่ใช่สมาธิสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวจะทำให้เกิดปัญญานะ ไม่ทำให้เกิดปัญญามันเป็นที่นอนพักทำให้มีแรงสดชื่น พอสดชื่นแล้วเดินปัญญาไม่เป็นนะ จิตถอยออกมาจิตจะฟุ้งซ่านมากกว่าคนปกติอีก
เพราะว่ามันนิ่งมานานแล้ว จะดิ้นแล้วคราวนี้
งั้นครูบาอาจารย์ท่านก็เลยออกอุบาย ว่าไหนๆมันอยากดิ้นนะ แทนที่ให้มันดิ้นสะเปะสะปะไปคิดตามใจกิเลส ให้พามันคิดพิจารณร่างกาย
เพราะงั้นถ้าทำสมาธิชนิดสงบมาแล้วนะ อยู่ในอารมณ์อันเดียวนะ
ออกมาแล้วต้องมาคิดพิจารณา การคิดพิจารณายังไม่ใช่วิปัสสนา
หลวงพ่อพุธสอนชัดเลย “สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด”
หลวงปู่ดูลย์สอนเลย “คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่อาศัยคิด”
อาศัยคิด คืออย่างเราคิดไปนะ จิตก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลนะอาศัยเป็นตัวตั้งเพื่อกระตุ้นให้จิตทำงาน
งั้นต้องแยกให้ออกนะ บางทีเที่ยวสอนกันแล้วตื้นเกินไปสอนหยาบๆ
สอนพุทโธ หายใจ พอสงบแล้วออกมาพิจารณากายบอกว่าเป็นวิปัสสนายังไม่เป็น คนละเรื่องกันเลย อันนั้นเป็นอุบายเพื่อไม่ให้จิตติดนิ่งจิตเฉย หรือจิตฟุ้งไปคิดเรื่องอื่นซะ แต่ว่าก็มีประโยชน์ มันเป็นการนำร่องให้จิตหัดมองความเป็นไตรลักษณ์ของธาตุของขันธ์ เป็นอุบาย ถ้าสามารถก้าวขึ้นมาสู่การรู้ความจริงของธาตุของขันธ์ได้ แยกธาตุแยกขันธ์ได้ถึงจะเดินปัญญาจริง
อาจารย์มหาบัวสอนเลยบอกว่า “ถ้าไม่พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์นะ อย่ามาคุยอวดว่าเจริญปัญญา” ขันธ์ไม่แยก อย่ามาอวดว่ามีปัญญา ไม่มีจริงหรอก ถ้าทำแต่ความสงบนิ่งๆไปจะมีปัญญาได้อย่างไร
งั้นถ้าทำสมาธินะ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว พักผ่อนพอสมควรแล้วออกจากสมาธิมา ให้คิดพิจารณา อันนี้ยังไม่ขึ้นวิปัสสนาแต่เป็นอุบายแก้จิตจะไปฟุ้งไปในเรื่องของกิเลส แทนที่จะให้มันฟุ้งไปตามกิเลสก็พามันคิดพิจารณากายพิจารณาจิต อะไรก็พิจารณาไป ให้ใจมันเคล้าอยู่ในธรรมะ มันยังพอจะเจริญต่อไปได้
แต่ถ้าพวกเราฝึกให้ได้ตัวผู้รู้ขึ้นมา ฝึกสมาธิชนิดที่สองให้ได้สมาธิชนิดแรกมีมาก่อนพระพุทธเจ้า ใครๆเค้าก็ทำ ฤาษีชีไพรเค้าก็ทำได้ ไม่ได้ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่งั้นฤาษีบรรลุไปก่อนพระพุทธ
เจ้าแล้ว อาฬารดาบส อุทกดาบส ทำสมาธิเก่งทั้งนั้นทำไมไม่บรรลุ?
เพราะไปทำสมาธิชนิดจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว
ตอนเจ้าชายสิทธัตถะยังเด็กๆนะ มีงานแรกนา ท่านก็ไปดูแรกนา แต่ปรากฏว่าพี่เลี้ยงเอาท่านไปไว้ใต้ต้นไม้ ตัวพี่เลี้ยงนะหนีไปดูพระเจ้าสุทโธทนะไถนา ทิ้งท่านไว้คนเดียวใต้ต้นไม้ ท่านก็ลุกขึ้นนั่งสมาธิ อาศัยของเดิม บารมีท่านสร้างมามาก ท่านลุกขึ้นนั่งหายใจ ท่านหายใจแล้วท่านได้ตัวรู้ขึ้นมา รู้สึกตัวขึ้นมาไม่ได้เดินไปทางฌาน แต่มีความรู้สึกขึ้นมา เสร็จแล้วท่านลืม อันนี้เป็นปกติของทุกคนนะขนาดพระโพธิสัตว์บารมีขนาดนั้น จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในชาตินั้นแล้ว
ของเก่าเคยทำนะ จิตตื่นขึ้นมาแล้วนะก็ยังลืมไป
จนอายุ ๒๙ ออกไปบวช ก็ไปหาฤาษีก่อนเลย ก็เหมือนที่พวกเราคิดน่ะเวลาทันทีที่คิดเรื่องปฏิบัติธรรมนะ สิ่งแรกที่จะทำก็คือนั่งสมาธิ คิดเหมือนกันเจ้าชายสิทธัตถะก็คิดอย่างนั้นแหละ ออกจากวังมานะสิ่งแรกที่ทำก็คือไปหาฤาษี อาฬารดาบส อุทกดาบส ไปเรียนนั่งสมาธินี้ปัญญาท่านแก่กล้า ท่านเรียนอยู่ไม่กี่วันนะ ท่านก็จบหลักสูตรของอาจารย์ได้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วท่านก็พบว่าไม่พ้นทุกข์หรอก สติปัญญาท่านแก่กล้า ท่านรู้เลยสมาธิสุดขีดถึงฌานที่ ๘ นะยังไม่พ้นทุกข์เลย
แต่ทุกวันนี้มาสอนแต่นั่งสมาธินะ นั่งไปเรื่อยแล้ววันหนึ่งจะพ้นทุกข์
ฌานที่ ๘ ไม่ถึงหรอก หาคนถึงฌานที่ ๘ หายาก ขนาดฌานที่ ๘ ยังไม่พ้นทุกข์เลย เจ้าชายสิทธัตถะท่านรู้มาตั้ง ๒,๖๐๐ ปีแล้ว
ทุกวันนี้ก็พาแต่นั่งสมาธิลูกเดียวแล้ววันหนึ่งจะพ้นทุกข์ พ้นได้ยังไง
เจ้าชายสิทธัตถะท่านพบว่านั่งสมาธิไม่พ้นทุกข์นะ ท่านก็เลยหันมาทรมานตัวเอง ฝึกจิตไม่สำเร็จแล้วมาฝึกกายก็แล้วกัน มันอยากกินไม่กิน มันอยากนอนไม่นอน ทรมานมันเพื่อจะได้ทรมานกิเลสตัณหา
เนี่ยทรมานกายก็เพื่อจะทรมานใจ ทรมานกิเลสตัณหา คิดอย่างนี้
ความจริงลัทธิทรมานนี้นะก็มีมาตลอด พอๆกับลัทธิเข้าฌานนั่นแหละ แล้วมันก็ไม่ใช่ทาง
วันที่ท่านจะบรรลุพระอรหันต์ ท่านก็นึกถึงตอนวัยเด็กได้ สมาธิชนิดนี้เราลืมไปตั้งนานแล้ว ทำไมลืมไปตั้ง ๖ ปี หลงไปตั้ง ๖ ปี ความจริงลืมมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ ตอนออกบวชอายุ ๒๙ ไปเดินผิดอยู่อีก ๖ ปี อันนี้เป็นบุพกรรมของท่าน ท่านเคยดูถูกพระพุทธเจ้าหรือพระปัจจเจกอยู่องค์หนึ่ง ตอนนั้นท่านเป็นโพธิสัตว์นะ งั้นพวกเราอย่าตื่นโพธิสัตว์มาก โพธิสัตว์ตกนรกเยอะแยะไป โพธิสัตว์ก็ยังมีกิเลสอยู่
ท่านไปดูถูกพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกองค์หนึ่งว่า “ไปได้ธรรมมาเพราะไปอดข้าวอยู่ในป่าใช่ไหมล่ะ” ไปกระแนะกระแหน กรรมอันนี้นะส่งผลให้ท่านทรมานอยู่ ๖ ปี ไปล่วงเกินท่านผู้มีศีลมีธรรมเข้า ต้องระวังนะ งั้นเราไม่ล่วงเกินใครดีที่สุดเลย เราไม่รู้หรอกว่าใครดีหรือไม่ดี
๖ ปีผ่านไปเนี่ยท่านถึงจะนึกได้ว่า มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่งที่เคยทำตอนเด็กๆแล้วลืมไป งั้นท่านมาหายใจใหม่หายใจคราวนี้ไม่ได้หายใจแล้วมุ่งไปหาแสงสว่าง มุ่งตามแสงสว่างเข้าอรูปอย่างที่เดิมเคยทำแล้วหายใจด้วยความรู้สึกตัวนะ จนกระทั่งจิตเข้าฌานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ก็ยังทรงความรู้สึกตัวอยู่ ไม่ใช่หายใจแล้วเคลิ้มเลยขาดสติ ถ้าทำชำนิชำนาญในสมาธิพอนะ กระทั่งจิตเข้าอรูปยังไม่เคลิ้มเลย ทรงตัวเด่น เหลือแต่ความรู้สึกอันเดียวนะ โลกธาตุนี้ดับ ร่างกายไม่มีนะ แต่ความรู้สึกตัวไม่ขาด เนี่ยท่านมีความรู้สึกเหลืออยู่นะ พอออกจากสมาธิเนี่ยท่านน้อมจิตไปพิจารณาเลย ว่าอะไรมีอยู่หนอ ความทุกข์มันถึงมีอยู่?
ความเกิดมีอยู่ ความทุกข์ก็มีอยู่ ความเกิดคืออะไร? ความเกิดคือความได้มาซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ความได้มาซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราได้มาสองที อันหนึ่งเราได้ด้วยการเกิด เกิดมาในชาตินี้มาเป็นคน ได้ตาหูจมูกลิ้นกายใจมา อีกอันหนึ่งเราได้มาเพราะจิตไปหยิบฉวย ตาหูจมูกลิ้นกายใจ มาทีละขณะ
ในชีวิตยาวๆเนี่ย บางทีเราก็ไม่ได้ไปสนใจ บางทีก็ไปหยิบฉวยเอามาว่านี่ตัวเรานี่ตัวเรา งั้นมีสองอันนะ ชาติโดยการเกิด กับชาติที่เป็นขณะจิตที่เข้าไปยึดตาหูจมูกลิ้นกายใจขึ้นมา ทำไมมีชาติ? มีชาติเพราะมีภพ ภพคืออะไร? ภพคือความปรุงแต่ง ถ้าจะเป็นชาติที่เกิดมาในโลกนี้ ความปรุงแต่งมี ๓ ชนิดที่นำให้เกิดในโลกนี้ได้ หรือในพรหมโลก ในเทวโลก ในอบาย พาไปเกิด เรียกว่า อุปัตติภพ ภพโดยการเกิดนะ
ส่วนภพที่เป็นขณะๆ แต่ละขณะนั้นเรียกว่ากรรมภพ จิตทำกรรม
อุปัตติภพนั้นมาจากอะไร? มาจากจิตกระทำกรรม ทำ ๓ แบบ
๑ ทำกรรมชั่ว ข้อ ๒ ทำกรรมดี อันที่ ๓ ทำความว่าง งั้นต้องระวังนะ ชอบทำความว่าง สอนกันให้ทำความว่าง น้อมจิตไปสู่ความว่าง
อันนั้นน่ะคือ อาเนญชาภิสังขาร ก็จะไปเกิดในภพที่ว่างๆ ทำความชั่วไปเกิดในภพที่ชั่ว ทำความดีก็ส่งผลให้ไปเกิดในภพที่ดี ตัวนี้ท่านเรียกว่าสังขาร การทำงานของจิต เรียกว่าสังขาร แต่ถ้าเป็นในแต่ละขณะจิตๆนะ จิตที่ทำงานขึ้นมาเรียกว่าภพ มันก็คือสังขารอันเดียวกันแหละ แต่ว่ามันเกิดคนละที ถ้าเกิดโดยการเกิดนะ เรียกว่าสังขารเกิดมา สังขารทำให้เราเกิดมาตรงนี้ พอเราเกิดมาแล้วนะจิตเราทำกรรม นี่คือสังขารที่ปรุงขึ้นมาเป็นขณะนี่แหละ ทำให้เราเกิดเป็นขณะๆ อย่างตอนนี้เราเกิดโดยอุปัตติภพ พวกเราเป็นมนุษย์โดยกรรมภพ พวกเราบางทีก็เป็นเปตร เวลาเราโลภขึ้นมาเราเป็นเปตร โดยกรรมภพ บางทีพวกเราก็เป็นสัตว์นรก เราโมโหขึ้นมา บางทีเราก็เจ้าความคิดเจ้าความเห็น อันนี้เราเป็นอสุรกาย บางทีเราก็ใจลอยหลงฟุ้งซ่านไป หลงซึมไป เราเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางทีเรามีศีลมีธรรม เราก็เป็นมนุษย์ บางทีเราเสวยความสุขจากบุญจากกุศลของเรา เราก็เป็นเทวดา บางทีจิตเราทรงฌาน สงบนิ่ง ในขณะนั้นเรามีกรรมภพ ทำภพของพรหมขึ้นมา งั้นภพมี ๒ ภพนะ ภพโดยการเกิด อันนี้มาจากสังขารมันปรุง เคยสะสมความดีไว้เยอะก็มาเกิดในภพดี สะสมความชั่วไว้ก็มาเกิดในภพชั่ว สะสมความว่างๆก็ไปเกิดภพว่างๆ ยังเกิดอีก
ส่วนความปรุงในขณะจิตนี้ เห็นไหมเดี๋ยวก็ปรุงดีปรุงชั่ว แบบเดียวกันนั่นแหละ งั้นตัวภพ กับตัวสังขารในปฏิจจสมุปบาทนะอันเดียวกัน แต่เกิดคนละที ตัวสังขารนะส่วนที่อดีตส่งผลให้ตรงนี้ ตัวภพเนี่ยเราทำตรงนี้ส่งผลไปสู่ความทุกข์ในอนาคต
เนี่ยท่านดูไปพิจารณาไปนะ พบว่ามันเป็นกระบวนการเชื่อมโยงกันของรูปธรรมนามธรรม ไม่มีคนไม่มีสัตว์ ไม่มีเราไม่มีเขา นี่ท่านเห็นอย่างนี้ ท่านก็บรรลุพระโสดาบัน ดูต่อไปอีก บรรลุพระสกทาคามี บรรลุพระอนาคามี บรรลุพระอรหันต์ รวดไปเลย เพราะงั้นจะเดินตรงนี้ได้เห็นไหม ต้องเตรียมจิตให้พร้อมก่อน จิตต้องตั้งมั่น ท่านหายใจแล้วรู้สึก หายใจแล้วรู้สึก ไม่ใช่หายใจเอาเคลิ้ม หายใจแล้วรู้สึก จนจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมาแล้วเนี่ย ท่านพิจารณา พิจารณาไม่ใช่คิดเอา พิจารณาเนี่ยต้องดูของจริงประกอบ มีของจริงให้ดูต่อหน้าต่อตานะ
ท่านมีรูปมีนามของท่านให้ดูต่อหน้าต่อตานั่นเอง ก็เลยรู้เลยว่า
โอ้ รูปนามมันทำงานสืบเนื่องกันโดยหลักของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง นี่ท่านเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท
-- พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม
วันศุกร์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
25.3.12
26.8.11
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู
หลวงพ่อปราโมทย์ : วิธีที่จะฝึกให้จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู ให้คอยรู้ทันนะ ใช้สตินี้แหละ คอยรู้ทันจิตที่ไหลไปคิดน่ะ จิตเราหนีไปคิดทั้งวัน พอจิตเราไหลไปคิดปุ๊บ คอยรู้ทันไว้นะ เราอาจจะพุทโธไว้ก็ได้ หายใจไว้ก็ได้ พุทโธไป หายใจไป พอจิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน จิตหนีไปคิดแล้วรู้ทัน ทันทีที่เรารู้ว่าจิตหนีไปคิด จิตจะหยุดคิดทันทีเลย เกิดจิตที่รู้ขึ้นมาแทนนะ เนี่ยเรามาฝึกอย่างนี้นะ ให้มีจิตผู้รู้ขึ้นมา
ถ้าคนไหนทำสมาธิเก่งๆ มีวิธีฝึกให้มีจิตผู้รู้อีกแบบหนึ่งนะ ทำสมาธิไป จิตสงบไป ทีแรกพุทโธไป หายใจไป พอจิตสงบไป ลมหายใจก็หายไป พุทโธก็หายไปนะ จิตจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าฝึกมาด้วยการทำสมาธิจนได้ผู้รู้เนี่ย พอออกจากสมาธิแล้วผู้รู้ทรงอยู่ได้นานเลย ทรงอยู่ได้ทีหนึ่งหลายๆวันเลย ทรงอยู่ได้นาน
แต่ถ้าเราเข้าสมาธิลึกๆไม่เป็นนะ เราก็มาฝึกเอาแบบคนยากคนจนนะ คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิด ตรง นี้หลวงพ่อฝากไว้ให้ช่วยจำนิดนึงนะ คอยรู้ทันจิตที่หนีไปคิดบ่อยๆน่ะ จิตไหลไปคิดแว้บ..รู้สึก แว้บ..รู้สึก แว้บ..รู้สึก ฝึกอย่างนี้เรื่อยๆ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ แต่มันจะเป็นผู้รู้อยู่ชั่วคราว ไม่นานหรอก รู้ได้ทีละขณะ รู้ได้ทีละขณะ หลงไปคิดแล้วก็รู้ ตรงที่รู้เนี่ย จิตตั้งมั่น เดี๋ยวก็คิดใหม่อีก คิดใหม่อีก(ก็)รู้ใหม่ คิดไปรู้ไป คิดไปรู้ไป พอจิตไปคิด(แล้ว)เรารู้ บ่อยๆนะ ต่อไปมันจะรู้สึกเหมือนกับความรู้สึกตัว มันต่อเนื่อง จะรู้สึกเหมือนต่อเนื่อง เหมือนแสงไฟฟ้านี่นะ แสงไฟฟ้าเนี่ย ไฟฟ้ามันเกิดดับอยู่ตลอดเวลาเลย วินาทีหนึ่งมันดับหลายสิบครั้ง แต่มันดับเร็ว ดับแล้วก็สว่าง ดับแล้วก็สว่าง ไฟก็ขาดเป็นช่วงๆๆๆ มันจะรู้สึกว่าแสงสว่างนี้ต่อเนื่อง
จิตนี้เหมือนกันนะ เราฝึกไปเป็นขณะๆๆๆ ไหลไปแล้วรู้ ไหลแล้วรู้นะ ในที่สุดจะมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องขึ้นมา มันจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ดูได้เหมือนกัน อันนี้ฝึกแบบคนเข้าฌานไม่เป็น เป็นทางเลือกนะ ถ้าเป็นพระสงฆ์องค์เจ้านะ หลวงพ่อก็จะแนะนำว่า หัดเข้าสมาธิให้ได้ ให้จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู ถ้าอย่างนั้นดีที่สุด ถ้าทำไม่ได้เพราะเราเป็นฆราวาส เราไม่มีเวลานั่งสมาธิมากๆ ก็นั่งวันหนึ่งสิบนาที สิบห้านาที อะไรอย่างนี้ เริ่มต้น แล้วค่อยๆฝึก
แต่ว่าตัวสำคัญนะ คอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิด ฝากตรงนี้ไว้นะ ตรงนี้สำคัญมากนะ จิตหลงไปคิดแล้วรู้ จิตหลงไปคิดแล้วรู้ ในที่สุดเราจะเกิดตัวผู้รู้ขึ้นมา จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู ตอนนี้แหละเราจะเดินปัญญาได้แล้ว พอจิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว มันรู้สึกขึ้นมานะ งานถัดจากนี้มาหัดแยกธาตุแยกขันธ์นะ แยกกายแยกใจ จะมาตั้งมั่น รู้ตัวอยู่เฉยๆ โง่ๆอยู่อย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้อีก
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดประชาสันติ จ.พังงา
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔
cradit---dhamada.com
25.8.11
การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องสม่ำเสมอ
หลวงพ่อปราโมทย์ :พวกเราก็ฝึกไปนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ ไม่เป็นไร อนาคตต้องให้ดีกว่านี้ให้ได้ ต้องเดินใกล้ มรรค ผล นิพพาน เข้าไปทุกวันๆ ไม่ต้องรีบเดินก็ได้นะ ถ้ารีบเดิน รีบจ้ำๆ จะตกถนนทุกรายเลย แต่ต้องทำสม่ำเสมอ รู้สึกกาย รู้สึกใจ ทำทุกวันสม่ำเสมอ ความสม่ำเสมอดีกว่าความรีบร้อน
ต้องสม่ำเสมอ มีวินัยในตัวเอง รักษาศีลไว้ก่อน มีศีล ๕ ศีล ๕ จำเป็นที่สุด ถ้าไม่มีศีล จิตจะไม่มีความสงบเลย เพราะฉะนั้นถ้าจิตใจเรามีสุขมีความสงบแล้วนะ มีสติคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของกาย มีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ วันหนึ่งจะเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ตัวความเข้าใจนั้นแหละเรียกว่า “วิปัสสนาปัญญา” เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เมื่อมันเข้าใจความเป็นจริงนะ จิตจะคลายความยึดถือ ไม่ยึดในกายไม่ยึดถือในใจ พอไม่ยึดถือมันก็หลุดพ้นออกไป ขันธ์ส่วนขันธ์นะ จิตที่พ้นจากความยึดถือขันธ์ก็อยู่ต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกัน ภาวนาแล้ววันหนึ่งพวกเราจะถึงความสิ้นทุกข์ ต้องอดทนนะ วันนี้ยังทุกข์อยู่ไม่เป็นไร ฝึกไปเรื่อย.. วันหนึ่งต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ถึงจะสมเป็นลูกพระพุทธเจ้า
CD: ศาลาลุงชิน ครั้งที่ ๓๐
File: 520621.mp3
ระหว่างชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๐ ถึง ชั่วโมงที่ ๑ นาทีที่ ๑๓ วินาทีที่ ๑๙
cradit---dhamada.com
24.8.11
เริ่มต้นภาวนาอย่างไร ?
หลวงพ่อปราโมทย์ : ถือศีล ๕ ไว้ก่อนนะ ตั้งใจไว้ก่อน แล้วก็มีสติ พัฒนาสติขึ้นมา สติเป็นเครื่องมือของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะปฏิบัติวิธีไหน ก็ต้องมีสติทั้งนั้นแหละ แล้วก็คอยรู้ทัน อะไรเกิดขึ้นแก่ใจคอยรู้ทันเรื่อยๆ หรือร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้ทันมันนะ ร่างกายยิ้ม ร่างกายหัวเราะ อะไรอย่างนี้ คอยรู้ทันไปเรื่อยๆ สติจะเกิดเร็วขึ้นๆ ต่อมาก็ฝึกสมาธิ จิตแอบไปคิดรู้ทัน จิตแอบไปคิดรู้ทัน จะได้สมาธิขึ้นมา
จำไหวมั้ย อันแรกนะ ถือศีล ๕ ไว้ก่อน จงใจถือไว้ก่อน แล้วมีสติคอยรู้ทันใจของเรา เอาง่ายๆเลยนะ เอาย่อๆเลย ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นรู้ทัน แล้วก็ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก คอยรู้สึกอย่างนี้เรื่อยๆ แล้วจิตหนีไปคิดคอยรู้สึก ยังงง เอาใหม่
อันแรกเลย ถือศีล ๕ ไว้ก่อนนะ อันที่สองคอยรู้ทันจิตของตัวเองไว้ จิตใจเคลื่อนไหวก็คอยรู้สึก แล้วก็รู้ทันร่างกายด้วย ร่างกายเคลื่อนไหวก็คอยรู้สึก ดูกายก็ได้ ดูจิตก็ได้ ไม่ต้องดูจิตอย่างเดียวหรอก แล้วก็จิตแอบไปคิดคอยรู้สึก รู้จักจิตแอบไปคิดมั้ย รู้สึกมั้ยคิดทั้งวัน รู้จักจิตคิดเนี่ย ไปดูตรงนี้เลย ดูบ่อยๆ จิตจะหนีไปคิดทั้งวันนะ คอยรู้บ่อยๆไว้ ถ้าเห็นตรงนี้ได้บ่อยๆนะ จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมานะ หลุดออกจากโลกของความคิดได้
พอจิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หลุดออกจากโลกของความคิดแล้วนี่นะ จิตพร้อมที่จะเดินปัญญา เวลาร่างกายเคลื่อนไหวจิตเป็นผู้รู้อยู่ จะเห็นเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เห็นเองเลย เวลาที่จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้อยู่นะ จิตใจเคลื่อนไหว เช่นความสุขความทุกข์ กุศล-อกุศลเกิดนะ สติระลึกรู้ปั๊บ จิตตั้งมั่นเป็นผู้ดูอยู่นี่ จะเห็นเลย สุขทุกข์ กุศล-อกุศล ไม่ใช่ตัวเรา
เพราะฉะนั้นเราภาวนา เราต้องรู้นะ เป้าหมายของการภาวนาของพวกเรานี่น่ะ เพื่อล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน นี่นะขั้นแรกนะเราต้องตั้งเป้ามาตรงนี้ก่อน ทุกๆคนนะ ตั้งเป้ามาว่าเราจะฝึกกรรมฐานนี่น่ะเพื่อล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน เพราะคนใดล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตนได้คือพระโสดาบัน เอาตรงนี้ก่อน ยังไม่ต้องถึงขนาดว่าจะข้ามภพข้ามชาติอย่างไร เอาโสดาให้ได้ก่อน อย่าเพิ่งไปชกมวยข้ามรุ่น
เพราะฉะนั้นตั้งหลักตรงนี้ พอเรารู้ว่าเราจะต้องดูจนกระทั่งเห็นว่าไม่มีตัวไม่มีตน ความจริงไม่มีตัวไม่มีตนอยู่แล้ว ความเป็นตัวเป็นตนเกิดจากการคิดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นเราพยายามฝึกรู้สึกตัว รู้สึกตัว จิตหลุดออกจากโลกของความคิด เวลาเห็นกายจะเห็นเลย กายไม่ใช่ตัวตน เห็นจิตก็จะเห็นว่าจิตไม่ใช่ตัวตน ความเป็นตัวตนเกิดจากความคิดทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ฝึกเอาง่ายที่สุดเลยนะ ถ้าจิตหนีไปคิดน่ะ คอยรู้ทันไว้ ไปฝึกตัวนี้ให้เยอะเลยนะ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
แสดงธรรมเมื่อ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔
CD: แสดงธรรมนอกสถานที่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ที่มา ---dhammada.net
22.7.11
อย่า!!!!
เมื่อขาดความรู้เรื่องจิตตสิกขาที่ถ่องแท้แล้วเนี่ย ส่วนใหญ่ก็ไปหลงทำสมถะแล้วนึกว่าเป็นวิปัสสนา ยกตัวอย่างนะ บางคนนั่งภาวนา จิตสงบ แล้วคิดพิจารณากาย แล้วคิดว่าการคิดพิจารณากายเป็นวิปัสสนา ครูบาอาจารย์สอนมาชัดๆเลยนะ ยกตัวอย่างหลวงพ่อพุธสอนมา บอกว่า สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด หลวงปู่เทสก์เคยสอน การคิดพิจารณากายเป็นปฏิกูลเป็นอสุภะ เป็นการแก้อาการของจิต แก้นิวรณ์ แก้กิเลส แก้ชั่วครั้งชั่วคราว เป็นสมถะ การคิดพิจารณากายเป็นธาตุเป็นขันธ์ ไม่ใช่ปฏิกูลอสุภะแล้วนะ คิดเป็นธาตุเป็นขันธ์ คิดลงเป็นไตรลักษณ์น่ะ ก็เพื่อแก้อาการของจิต เป็นสมถะ
ทีนี้พวกเราบางทีคิดว่าการคิดพิจารณากายเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาแท้ๆเริ่มเมื่อหมดความคิด พ้นความคิดไปแล้วเห็นความจริง ความคิดกับความจริงเกิดพร้อมๆกันไม่ได้ ความคิดนั้นแหละปิดบังความจริงไว้ ความคิดนั้นแหละคืออภิสังขารมาร ปิดกั้นการมองเห็นความจริงไว้
เนี่ยธรรมะอย่างนี้เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง บางทีครูบาอาจารย์ท่านก็สอน คือสอนด้วยความเมตตานะ เอ้า..พุทโธ พิจารณากายไป อะไรอย่างนี้ เรานึกว่าตรงพุทโธเป็นสมถะ พิจารณากายเป็นวิปัสสนา ความจริงเป็นสมถะคนละแบบ ตอนแรกตามลมหายใจ หัดพุทโธเนี่ย จิตสงบ พอจิตสงบก็ติดนิ่งติดเฉย ติดนิ่งติดเฉยเนี่ย จิตจะไม่มีทางเจริญปัญญาได้เลย ท่านก็บอกอุบายแก้ให้ ให้จิตไม่ติดเฉย
นี่หลวงปู่มั่นแต่งกลอนไว้ ขันธะวิมุติสมังคี บอกว่า ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย วิธีที่จะไม่ให้ติด จิตไปติดเฉย ก็ให้จิตออกมาทำงาน ให้ทำงาน จิตทำงานอะไร จิตชอบทำงานคิด ให้มันคิด คิดเรื่องอะไรเป็นเรื่องที่ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย คิดพิจารณากายตัวเองนี่แหละ ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย ไปคิดเรื่องอื่นไม่ปลอดภัย หรือคิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงธรรมะ คิดถึงไตรลักษณ์ อันนี้เป็นคิดถึงธรรมะ คิดถึงครูบาอาจารย์ คิดถึงเทวดา เทวดาก็คือ อย่างคนดีๆ อย่างพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวเรานี้ เป็นเทวดา เทวดาในภาคมนุษย์ เรียกว่า สมมุติเทพ คิดถึงท่านแล้วจิตใจเราอบอุ่น นุ่มนวล มีความสุข หรือให้คิดถึงร่างกาย เป็นชิ้นนะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อันนี้เรียกว่า กายคตาสติ เรื่องที่ท่านให้คิดนั้นมีอยู่สิบเรื่อง เรียกว่าอนุสติ ๑๐
อนุสติ ๑๐ เป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน คิดเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้จิตไปติดเฉย พอจิตไม่ติดเฉย หมดเวลาที่จะพุทโธพิจารณากายแล้ว เวลาที่เหลือ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นคำสอนของครูบาอาจารย์วัดป่ารุ่นก่อนๆ จะสอนครบ ๓ อัน สอนหัดทำความสงบเข้ามาก่อน สงบแล้วไม่ให้อยู่เฉย ให้ออกพิจารณา พิจารณาพอสมควรแล้ว กลับทำความสงบไป หมดเวลา ถอยออกมา ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว
หลวงปู่มั่นถึงสอน บอกว่า ทำสมถะ ทำความสงบมาก เนิ่นช้า คิดพิจารณามาก ฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติ คือการมีสติในชีวิตประจำวัน ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
ที่มา--dharma.net
Subscribe to:
Posts (Atom)
-
พระท่านว่า ''สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ'' แปลว่า ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่มสุราเมร...
-
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นโทษไม่รู้จบ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องตกอยู่ในวงจรนี้อย่ า...
-
ความเป็นมาของพระคาถาธารณปริตร เมื่อครั้งออกพรรษาปี 2526 พระป่ารูปหนึ่งได้มีโอกาสออกวิเวก เจริญรุกขมมูล ธุดงค์๋ทางภาค...
-
๑. อันธพาลปุถุชน - ผู้ที่ทำ พูด คิด ตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง - การกระทำการต่าง ๆ ไปตามอำนาจของ โลภ โกรธ หลง ๒. พาลปุถุ...














