Showing posts with label ธรรมะหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ. Show all posts
Showing posts with label ธรรมะหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ. Show all posts

7.5.13

การเดินทางไกลของสัตว์โลก




เราได้เดินทางไกลมานานแสนนาน ต้องเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้เมื่อไรจะจบสิ้น ในสามแดนโลกธาตุ เราเคยคิดบ้างไหมที่จะหยุดการเดินทางเสียที เราได้ไปเกิดมาแล้วทุกภพทุกภูมิ สร้างกรรมดี ทำกรรมชั่ว เกิดเป็นวิบากกรรม ทำให้ไปเวียนตาย เวียนเกิดมาแล้วนานแสนนาน ไปเกิดเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่มาแล้วทุกชนิดไม่ว่าอยู่ในน้ำหรืออยู่บนบก ไปเกิดเป็นมนุษย์มาแล้วในทุกสถานะภาพ ทั้งลำบากยากแค้นและแสนสบาย ทั้งยากดีมีจน และได้ไปเกิดในสวรรค์มาแล้วทุกชั้นทุกภูมิ ก็ยังไม่ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์สักที ยังคงเวียนวนอยู่ในวัฏฏะสงสารแห่งทุกข์นี้อยู่

มีพุทธศาสนาภาษิตอยู่บทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล อันดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว ตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใด จักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้น จักละชาติสงสาร แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้.”
(๑๕/๑๖๖ มหาปรินิพพานสูตร )

เมื่อเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ก็ต้องถือว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก เพราะเราได้เกิดมาแล้วได้พบกับพระพุทธศาสนา ที่สอนให้เรารู้จักที่จะกระทำกรรมใหม่ คือกรรมที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรเป็นผู้ประมาท ควรที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าของเรา เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ด้วยการดำริชอบอยู่เสมอ ในใจในชีวิตประจำวันของเราเป็นการตามรักษาจิต เพื่อให้จิตของเราเกิดความตั้งมั่นในกุศลธรรม อันเป็นเหตุให้เกิด อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ที่จะรู้พัฒนาจิตของเราให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เมื่อจิตได้สติจากการท่องธัมมะภาวนาแล้วจนเกิดความสงบ จัดเป็นอธิจิต เมื่อจิตมีความสงบดีแล้วก็จะเกิด อธิปัญญา รู้พิจารณาในสิ่งที่จะกระทำ สิ่งที่จะพูด สิ่งที่จะคิดเห็น อยู่ในสุจริตธรรม ๓ ประการ เป็นอธิศีล

ธรรมไว้ดำริชอบในใจหรือท่องเป็นธัมมะภาวนาว่า ( “อย่ายินดียินร้าย.อย่าว่าร้ายใคร.อย่าคิดร้ายใคร.” ) เพื่อให้เกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปอกุศล และรู้ปล่อยวางในอารมณ์ที่เป็นบาปอกุศล อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้หมดไปเสียจากใจของเรา จะได้ไม่ต้องมาเวียนว้ายตายเกิดอีกต่อไปอันเป็นการสิ้นสุดแห่งการเดินทาง ในสามแดนโลกธาตุ ดังนี้.

ธรรมะโอวาทหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ที่มา--หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ/fb.com

6.5.13

การฝึกตนให้มีคุณธรรมและจริยธรรมอันงาม





          การเจริญสติเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของปุถุชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะปุถุชนคนเราต้องอยู่กับสื่อรับรู้ที่มีสิ่งเล้าใจที่มาใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร่,พาใจให้ไหลหลง, ตลอดเวลา อันเป็นเหตุให้จิตเกิดความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ, โดยไม่รู้ตัวความยินดียินร้ายนี้ก็คือกิเลสตัณหาคือความอยาก คืออัตตาและอคติคือความลำเอียง และยังเป็นเหตุให้เกิด โลภะจิต โทสะจิต โมหะจิต ครอบงำจิตให้เกิดการขุ่นมัวเศร้าหมองคิดจับผิดผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นเหตุให้คนเรามีการกระทำ การพูด การคิด อะไรๆโดยอารมณ์บาปและอกุศลเป็นส่วนมาก จึงเป็นเหตุให้ประพฤติแต่ทุจริตธรรม ๓ ประการ จนบางครั้งก็เกิดความบาดหมางใจในหมู่เพื่อนในวงศาคณาญาติ เพราะเหตุแห่งอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้าย ที่เป็นบาปอกุศล และยังเป็นเหตุให้เกิดความมีอัตตาอคติต่อกันอีกด้วย จนเป็นเหตุให้มองคนในแง่ร้าย เกิดความทุกข์ใจตามมา เป็นเหตุให้ขาดคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามได้น่าติเตียน

ฉะนั้นการเจริญสติจะช่วยให้เรามีจิตใจอ่อนโยน เป็นกุศลจิต กุศลธรรมมีเมตตากรุณาต่อกัน ไม่เกิดอัตตาอคติกับใครไม่คิดว่าร้ายและเบียดเบียนใคร และมีความพร้อมที่จะร่วมกิจการงานใดๆกับใครๆก็ได้ด้วยเมตตาธรรม จึงควรมีการท่องธัมมะภาวนาไว้เพื่อเป็นการเจริญสติ ให้จิตเกิดมีความระลึกรู้อยู่ในกุศลธรรมในกุศลจิต ยิ่งมีการท่องธัมมะภาวนาไว้ได้มากในชีวิตประจำวัน ยิ่งจะทำให้เกิดสติ ยิ่งมีสติรู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นในจิตของตน รู้ละความยินดียินร้ายได้มากเป็นผู้รู้ปล่อยวาง จัดเป็นผู้มีอธิศีล คือมีสติในการกระทำ การพูด การคิด อยู่ในกรอบของสุจริตธรรม มีอธิจิต คือมีความสงบนิ่งจนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ และอธิปัญญา คือมีปัญญารู้เห็นคิดเห็นในสภาวธรรมต่างๆได้ ก็ยิ่งจะทำให้เรามีการกระทำ การพูด การคิด อยู่ในหลักแห่งศีล ๕ หรือสุจริตธรรม ๓ ประการ จัดได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมอันงดงามควรแก่การยกย่องในสังคมนี้ ดังนี้.
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาคือ ”อย่ายินดียินร้าย.อย่าว่าร้ายใคร.อย่าคิดร้ายใคร” นี่คือธัมมานุสสติ

ธรรมะโอวาท--หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

credit -- หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ/fb/com

คนมีธรรม