Showing posts with label ปุจฉา-วิสัจฉนา. Show all posts
Showing posts with label ปุจฉา-วิสัจฉนา. Show all posts

20.8.13

การทำบุญ



ถาม - ถ้าทำบุญกับขอทานที่แกล้งพิการ เราจะได้บุญหรือไม่คะ

ตอบ - การช่วยไม่ว่าจะเป็นการช่วยอะไรนะครับ กับใคร
พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นบุญเสมอ
คือวัดเอาจากตัวความอยากช่วยนั่นแหละ
ว่ามันเป็นกุศล ตัวนั้นแหละที่มันเป็นบุญของจริงนะครับ
พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ครับว่า ถ้าอยากรู้ว่าบุญเป็นยังไงก็ขอให้ดูเถอะ
กระทั่งว่าคุณล้างจานเสร็จนะแล้วสาดน้ำล้างจานลงท่อน้ำทิ้ง
คือปกติคนจะไม่คิดอะไรใช่ไหม แต่ถ้าหากคิดนิดเดียวนะว่า
เออ น้ำทิ้งตรงนี้ ถ้าหากว่า มันจะไปเป็นประโยชน์กับสัตว์ในน้ำบ้าง
หรือว่าเศษอาหารที่อยู่ติดจานจะไปเป็นประโยชน์กับสัตว์ที่อยู่ในน้ำบ้าง
ด้วยความรู้สึกปลื้มใจแบบนี้ เท่านั้นเป็นบุญแล้ว

การคิดช่วยไม่ว่าจะช่วยใคร มันเป็นบุญอยู่โดยตัวเอง
เพียงแต่ว่ามันจะเป็นบุญคุดหรือบุญที่มีความเบิกบาน
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่คุณช่วย อันนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้นะครับว่า
มีความกตัญญูหรือไม่กตัญญู มีความอกตัญญูหรือไม่อกตัญญู
มีความเป็นผู้มีศีลหรือไม่มีศีล
มีความเป็นผู้ที่ภาวนาหรือไม่ภาวนา เจริญสติหรือไม่เจริญสติ
อันนี้ก็มีส่วนที่จะไปขยายผล

คนที่เขาเข้ามาแกล้งขอคุณ
ด้วยท่าทางของคนพิการ เป็นใบ้ หรืออะไรต่างๆ นะ
ถ้าเขาไม่ลำบากจริง ถ้าเขามีปัญญา
เขาไม่บากหน้ามาขอความช่วยเหลือคุณหรอก
คุณคิดอย่างนี้ก็แล้วกันว่าคุณกำลังช่วยคนคนหนึ่ง
ที่เขาไม่มีปัญญามากไปกว่านั้น ที่จะต้องบากหน้ามาขอคุณ
มันก็เป็นการช่วยด้วยใจที่อยากจะช่วยแล้วนะ
ใจที่ช่วยด้วยความอยากจะช่วยจริงๆ
ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการเกี่ยงงอนน่ะแหละ
ตัวนั้นแหละที่เป็นบุญ ตัวนั้นแหละที่มันไม่มีมลทิน

- ดังตฤณวิสัชนา ตอน จะได้บุญหรือไม่ถ้าทำบุญกับขอทานที่แกล้งพิการ -

ที่มา http://bit.ly/15qGOwg

13.4.13

คู่เวร-คู่กรรม




ปุจฉา - กราบเรียนท่านพระอาจารย์ครับ มีปัญหาเรื่องความรัก รู้ทั้งๆรุ้ว่าเป็นรักที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ถลำลงไปลึก ทุ่มให้เขาหมดตัว สุดท้ายเขาก็ทิ้งเราไป โดนเขาหลอกทั้งใจและเงิน แต่เราก็ยังโง่ พยายามติดต่อกลับไปหาเขาอีก ทั้งๆที่รู้ว่าถ้าได้กลับมาก็คงเกิดปัญหาเหมือนเดิม และ อาจจะเจ็บหนักกว่าเดิม เสียใจมาก ช่วยแนะนำด้วยครับ ทำยังไงถึงจะตัดเขาออกจากชีวิตและความคิดไปได้ครับ"

พระไพศาล วิสาโล - จากที่คุณเล่ามา คุณไม่ควรมองว่าเธอเป็น “คู่ชีวิต”ของคุณ แต่ควรมองเธอเป็น “คู่เวรคู่กรรม”มากกว่า เพราะมีแต่จะทำให้ชีวิตคุณตกต่ำย่ำแย่ยิ่งขึ้น คู่เวรคู่กรรมนั้น ไม่จำต้องเป็นคนที่เกลียดชัง อยากเข่นฆ่าทำร้ายกัน แต่อาจมาในรูปของคนที่เรารัก อยากชิดใกล้ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว กลับทำร้ายทั้งกายและใจ หรือชักนำให้เจอแต่ความวิบัติ หรือทำสิ่งเลวร้าย เช่น บางคู่ลงเอยด้วยการตบตีกัน ฆ่ากัน หรือผลักดันให้อีกฝ่ายฆ่าตัวตาย

นอกจากการมองว่าเธอเป็นคู่เวรคู่กรรม ที่พึงอยู่ห่างกันแล้ว คุณควรมองรอบตัวคุณว่า มีใครที่ใส่ใจคุณ รักคุณอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเสียสละเพื่อคุณบ้าง คน ๆ นั้นต่างหากที่คุณควรให้ความสำคัญ บางทีเธออาจสมควรเป็นคู่ชีวิตของคุณก็ได้ ถ้าคุณให้ความใส่ใจมากขึ้นกับคนใกล้ตัวที่ดีต่อคุณ ก็จะช่วยให้คุณตัดใจคนที่ “ไม่ใช่” คนนั้น

การทุ่มเทให้กับงาน เป็นจิตอาสา หมั่นทำสมาธิ หรือสวดมนต์ ล้วนเป็นสิ่งดี ๆ ที่ช่วยให้คุณปล่อยวางเธอไปจากใจของคุณได้

ที่มา -- Phra Paisal Visalo/fb.com

18.6.12

หลังทำบุญแล้ว ต้องกรวดน้ำหรือไม่?

  


ปุจฉา 

อยากขอคำอธิบายเรื่อง “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ” ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า เป็นคำสอนระดับหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา

น้ำเพชร/กาญจนบุรี 

วิสัชนา 

ลองอ่านนิทานปรัชญาต่อไปนี้ บางทีอาจมีคำตอบที่ตรงกับใจของคุณก็เป็นได้ แม้จะเขียนไว้นานแล้ว
แต่เมื่อว่าโดยเนื้อหาสาระ คิดว่าคงพอจะทำให้มองเห็นแก่นสาระสำคัญ ของข้อความข้างต้นนั้นได้บ้าง


ถือ (ก็) หนัก วาง (ก็) เบา

เคยมีคนไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ให้เหลือเพียงสั้นๆทว่า ครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา

พระองค์ตรัสว่า หากจะให้สรุปเช่นนั้น ก็ขอสรุปเช่นนั้นก็ขอสรุปว่า ใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า

“สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น” ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น

เพราะที่ใดมีความถือมั่น ที่นั่นก็มีความทุกข์ ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด

ยึดมาก ติดมาก จึงทุกข์น้อย

ไม่ยึด ไม่ติด จึงไม่ทุกข์

ความไม่ยึดติดถือมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ความปล่อยวาง”

ทำไมจึงต้องปล่อยวาง

เพราะทุกอย่าง “มีความว่าง” มาแต่เดิม

คนที่หลงกอด “ความว่าง” โดยคิดว่าเป็น “ความมี” ทำไมจะไม่ทุกข์ ?

พระบวชใหม่รูปหนึ่ง เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ

ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณ เพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั้นเองจู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งใส่สูทผูกเนคไท สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาหาท่าน
พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย

พระรูปตกตะลึง รีบเดินหนี แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว แต่เสียงด่าของเขายังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อกลับถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์ ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตน ซึ่งเป็นพระและตนเองก็จำได้ว่า ตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด

คิดมาถึงขั้นว่าตนไม่ผิด แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์ แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ

เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตร เดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่อง ว่าเหตุจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว

ยิ่งพยายามค้นหากลับยิ่งไม่พบ ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด

ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่งสวมสูท ผูกเทคไท ใส่แว่นตาดำ ท่านอุทานในใจว่า
“อ๋อ เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์”

ภาพที่เห็นก็คือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแห่งหนึ่งข้างๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่ พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ๆ เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พอเห็นท่านเท่านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นกล้าฯ บัดนี้ พระองค์ทรงกลับมาครองอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ...”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเฉิบๆ

พลันที่ท่านประเมินว่าชายแต่งตัวดี คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง

ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน อยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวัน ก็พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย

ทำไม เราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน ?
แต่กับคนปกติทำไม เราจึงมีความรู้สึกว่าต้องเอาเรื่องราวให้ถึงที่สุด ?

credit -- ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ 
ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2549 
http://www.dharmastation.org 

15.1.12

ปุจฉา(ชื่อพุทธทาสมาจากไหน)




ถาม ท่านอาจารย์ครับ ผมขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยเล่าถึงที่มาของชื่อท่านอาจารย์ครับ

ตอบ ชื่อพุทธทาสใช่ไหม ชื่อมันมีอีกหลายชื่อ ชื่อตั้งแต่เกิดมาชื่อเงื่อม แล้วต่อมาก็เล่าเรียนเป็นมหาเงื่อม แล้วก็เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ ต่อมาก็เป็นพระอริยนันทมุนี ต่อมาเป็นพระราชชัยกวี ต่อมาเป็นพระเพทวิสุทธิเมธี คือเดี๋ยวนี้มันเป็นชื่อที่เปลี่ยนเรื่อย มันลำบากกับชาวต่างประเทศ และลำบากอีกหลาย ๆ อย่าง เราเลยใช้ชื่อที่ไม่ต้องเปลี่ยน คือ ชื่อที่เมื่อบวชนั่น อุปัชฌายะให้ชื่อฉายาว่า อินฺทปญฺโญ ทีนี้ก็ใช้ชื่อตัวให้เขียนให้ง่ายในภาษาอังกฤษได้ว่า พุทธทาส ถ้าชื่อว่าเงื่อมนี่เขียนเป็นภาษาอังกฤษลำบากที่สุด แล้วไม่เคยออกเสียงว่าเงื่อมได้ ก็ต้องใช้คำที่มันเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ตายตัว ก็ใช้คำว่าพุทธทาสเป็นชื่อตัว อินฺทปญฺโญ เป็นฉายา เรียกว่า พุทธทาส อินฺทปญฺโญ ถ้าจะเอาให้สั้นที่สุดคำเดียวก็คือพุทธทาส

เราเกิดความรู้สึกที่จะรับใช้พุทธศาสนาขึ้นมาตั้งแต่เรียกว่าก่อนบวชนิดหน่อย หรือแรกบวชนั้นแหล่ะเป็นจริงเป็นจัง เมื่อก่อนบวชมันก็ยากที่จะรับใช้พุทธศาสนา พอบวชแล้วก็สะดวกที่จะรับใช้พุทธศาสนา โดยที่เราเริ่มเข้าใจพระพุทธเจ้าและเริ่มเข้าใจพุทธศาสนาว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์ แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจะได้เป็นที่รู้จัก ฉะนั้น จึงอุทิศตั้งจิตว่าเราจะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค์ให้สมกับหน้าที่ของพระสาวก

ทีนี้บวชแล้ว ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนเขาก็สวดทำวัตรเย็น ในบททำวัตรเย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แต่พระพุทธเจ้า เขาสวดอยู่อย่างนี้ทุกวัน ๆ เป็นธรรมเนียมหรือว่าเป็นวินัย เป็นระเบียบที่จะต้องสวด มันก็ยิ่งเข้ารูปกันกับเราที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส จึงสมกับที่เรียกตัวเองว่าพุทธทาส แล้วก็ได้ทำงานอย่างนั้นตามความประสงค์


สัมภาษณ์พิเศษ รายการ "ชีพจรลงเท้า" ปี 2525

13.1.12

ปุจฉา(การตัด...)

   

ถาม : ท่านอาจารย์ครับ มีนักเขียนท่านหนึ่งสงสัยว่า การตัดอดีตและอนาคตทิ้งไปให้คงเหลือแต่ปัจจุบันนั้น จะทำให้คนเสื่อมจากกรรม ศรัทธา เลิกเชื่อกรรมวิบาก การตัดทั้งอดีตและอนาคตทิ้งไปแล้วนี่นะ จะทำให้มนุษย์ดีขึ้นได้อย่างไร?

ตอบ : ข้อนี้มันเกี่ยวกับฟังไม่ถูก ตัดอดีตตัดอนาคตนั้นเป็นธรรมะชั้นสูง เพื่อไม่อาลัยอาวรณ์ คนธรรมดาในโลกนี้มันก็ต้องเอาอดีตมาเปรียบเทียบปัจจุบัน เอาปัจจุบันสำหรับไปคาดคะเนอนาคต เขาไม่ได้ห้ามดอก ไม่เสียหายอะไร

แต่ที่จะไม่ให้จิตไม่เกี่ยวข้องอยู่ในโลกหมายถึงว่า อดีตก็แล้วไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา ที่เราจะปฏิบัตินั้น เราไม่ไปเสียเวลากังวลเรื่องที่แล้วไป หรือเรื่องที่ยังไม่มา เราจะแก้ปัญหาเรื่องเดี๋ยวนี้ เรื่องเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด ถ้ามัวไปกังวลอดีตหรือนาคตอยู่ มันฟุ้งซ่าน มันจะแก้ปัญหาอนาคตได้ไม่เต็มที่ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ไม่ได้ห้ามว่าเราจะไม่ใช้อดีตเป็นเหตุผลของปัจจุบัน หรือปัจจุบันเป็นเหตุผลของอนาคตดอก นั่นมันเข้าใจผิดคำสองคำนั้น....


สัมภาษณ์พิเศษ รายการ "ชีพจรลงเท้า" ปี 2525

12.1.12

ปุจฉา...






ถาม ท่านอาจารย์ครับ เคยมีทั้งคนเขียนแล้วก็พูดกันนะครับว่า ศาสนาพุทธนี่นะครับ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง ทั้งในอดีตแล้วก็ในปัจจุบันนี้ ผมอยากให้ท่านอาจารย์ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยละเอียดหน่อยครับ

ตอบ เอ้า! ถ้ามองเห็นชัดว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ยาเสพติด ศาสนาอื่นทั้งหลายมากมายจะเป็นยาเสพติดก็ตามใจเขา ศาสนาพุทธไม่ใช่ยาเสพติด แล้วก็ไม่มีทางที่ชนชั้นปกครองจะเอาศาสนาพุทธไปเป็นเครื่องมืดกดขี่ขูดรีดใครได้ ความผิดมันอยู่ตรงที่ไม่รู้จักศาสนาพุทธ ไม่เป็นศาสนาพุทธ ไม่มีไว้อย่างศาสนาพุทธ ไม่ใช้มันอย่างศาสนาพุทธ มันก็กลายเป็นยาเสพติดได้เหมือนกัน เขาก็เอาไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกดขี่ขูดรีด ทำนาบนหลังคนจนได้เหมือนกัน

คำว่าชนชั้นปกครองนี้มันคล้าย ๆ กับเลวไปหมด อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้ ชนชั้นปกครองเขาก็ต้องมีแหละ บางคน บางที่ บางเวลา บางยุคบางสมัย ต่อเมื่อมันไม่มีธรรมะมันจึงเป็นชนชั้นปกครองที่เลว ถ้ามีธรรมะแล้วก็มีชนชั้นปกครองที่ดี ฉะนั้นควรจะมองไปในแง่ว่า ธรรมะหรือศาสนามันช่วยสร้างผู้ปกครองที่ดีกันบ้างไม่ได้หรือ? ทำไมไปมองอย่างนั้นเล่า มันสวมแว่นตาสีอะไรเข้าไปแล้ว

ถ้าเป็นธรรมะจริงเป็นศาสนาจริงเอาไปใช้อย่างนั้น (เพื่อกดขี่) ไม่ได้ดอก มันเอาไปใช้อย่างนั้นไม่ได้ มันตรงกันข้ามเลยนี่จะเอาไปใช้ได้อย่างไร เพราะว่าธรรมะหรือศาสนานั้นกำจัดความเลวร้าย ความคิดผิด เห็นผิด ความเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว มันกำจัดอยู่อย่างนี้ จะเอาไปใช้เลวๆ อย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นข้าศึกกันอยู่ นั้นเป็นเรื่องที่มองกันไม่ทั่วถึง หรือยิ่งกว่านั้นเป็นเรื่องแกล้งว่า แกล้งใส่ความ สำหรับชนชั้นหนึ่งที่มองอะไรของเขาไม่รู้ มองคนบางพวกเป็นเรื่องผิดพลาดไปเสียหมด ชนชั้นปกครองนั้นอย่าเข้าใจว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างนั้น มันก็มีดีที่สุด หรือเลวที่สุดได้สองทาง

ถ้าชนชั้นปกครองมีธรรมะ ปัญหาก็ไม่มี ถ้าชนชั้นปกครองไม่มีธรรมะก็มีปัญหาเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้คุณอย่าไปมองที่ชนชั้นปกครอง เพราะว่าเราโอนอำนาจการปกครองมาให้ประชาชน เรียกว่า ประชาธิปไตย มาดูที่ประชาชนกันดีกว่า ถ้าประชาชนเลวไม่มีธรรมะ นั่นแหละคือวินาศแหละ วินาศยิ่งกว่าชนชั้นปกครองไม่มีธรรมะ ประชาชนทุกคนไม่มีธรรมะก็วินาศแหละ มันก็จะเลือกผู้แทนอย่างคดโกง รับจ้างเลือก มันก็ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกงมันก็ไปรัฐสภา ก็เป็นรัฐสภาโกง รัฐสภาโกงมัน มันก็ตั้งรัฐบาลโกง แล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะอำนาจมันไปอยู่ที่ประชาชน อำนาจปกครองไปอยู่ที่ประชาชน ฉะนั้น รีบทำประชาชนที่จะเป็นผู้ปกครองนั้นแหละให้มีธรรมเสียสิ แล้วใครจะมาเป็นผู้ปกครองที่โกงได้เล่า

การปกครองเมื่อมันอยู่ที่คนมีอำนาจ เอกชนเป็นคน คนนั้นมันก็อย่างหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้โอนให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้มีอำนาจและปกครอง แต่แล้วมันก็ทำไม่ได้ตามความมุ่งหมาย คือยังไปปกครองไม่ได้ ยังต้องทำกันอย่างชนิดที่ว่า ให้มีโอกาสที่จะโกง เรามาตั้งหน้าหวังว่าประชาชนทุกคนจะไม่เป็นคนพาล จะเป็นคนมีธรรมะ แล้วเราก็จะได้การปกครองที่เป็นธรรมะและไม่โกง แล้วก็อยู่กันอย่างเป็นสุข เป็นผาสุก เรื่องที่ว่าจะมีผู้มีอำนาจการปกครองใช้อำนาจในการกดขี่ขูดรีดประชาชนมันก็ยกเลิกไปเอง มันมีไม่ได้ถ้าประชาชนมันมีธรรมะเสียย่างเดียวเท่านั้น ช่วยกันทำให้ประชาชนหรือมวลชนมีธรรมะ บูชาธรรมะ แล้วก็จะปกครองประชาชนนั้นให้เป็นสุข ผาสุก เป็นโลกพระศรีอาริยเมตไตรไปเลย เรื่องนี้อาตมามีความเห็นอย่างนี้


สัมภาษณ์พิเศษ รายการ "ชีพจรลงเท้า" ปี 2525

30.6.11

กำเนิดมนุษย์ในครรภ์



ปุจฉา (อินทกยักษ์ทูลถาม) ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าว่า รูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อ จะมาแต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร ?

พุทธดำรัส ตอบ “รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเป็น เปสิ จากเปสิ เป็นฆนะ จากฆนะ เกิดเป็น ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้นก็มีผมขนและเล็บเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใดสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น

อินทกสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๘๐๓)
ตบ. ๑๕ : ๓๐๓ ตท. ๑๕ : ๒๘๖

ที่่มา---palungjit.com

29.6.11

ทำไมภาวนาแล้วเสื่อม

  

 ปุจฉา    --- ทำไมภาวนาแล้วเสื่อม มันเคยรู้แล้วมันกลับไปไม่รู้ได้เหรอคะ
 
วิสัจฉนา---ได้ เป็นของเสื่อม เพราะฉะนั้นอย่าประมาทนะ การปฏิบัตินะทิ้งไม่ได้เลย ต้องทำทุกวันแหละ ถ้าเราทิ้งไปก็เสื่อม ทำไมเสื่อมล่ะ เพราะมันเป็นโลกียธรรม เป็นของเสื่อม ไม่ใช่โลกุตตรธรรมนะ โลกียธรรม เพราะฉะนั้น ที่ภาวนารู้กายรู้ใจ มีสติว่องไว มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เห็นอะไรก็รู้สภาวะรู้ลักษณะไปเรื่อย บางวันไม่รู้อะไรเลย เสื่อมไป ทีนี้ถ้าเสื่อมเพราะไม่ได้ปฏิบัตินี่นะ น่าเสียดาย
แต่ถ้าเรายังปฏิบัติ ตามรู้กายตามรู้ใจเหมือนวันปกตินั่นแหละ แต่เสื่อมเนี่ย ตรงนี้มีประโยชน์นะ เราจะเริ่มเห็นความจริงเลย  จริงๆแล้วเราบังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่างเราตามรู้จิตใจของเรา ทุกวันๆนะ เราเห็นเลยบางวันจิตใจดี มีสติมีปัญญากุศลเกิดมากมาย บางวันแย่มากเลย อะไรๆก็ไม่เกิด มัวซัวไม่รู้เรื่องเลยทั้งๆที่ปฏิบัติเหมือนกัน เราจะเริ่มเห็นความจริงแล้ว จริงๆคือเราบังคับไม่ได้ มีค่าที่ error มีความเบี่ยงเบนเกิดขึ้นละ แสดงว่าเราบังคับไม่ได้จริงละ เนี่ย ใจจะค่อยๆเห็นความจริง
แต่ถ้าวันนี้ภาวนา จิตเจริญขึ้นมาละ เอ้าต่อมา 3 วันแล้วขี้เกียจละ ขี้เกียจแล้วเสื่อม ขี้เกียจแล้วเสื่อมนี่จะไม่เห็นไตรลักษณ์หรอกนะ มันจะรู้สึกว่าที่ เสื่อมเพราะเราไม่ทำ ถ้าฉันทำเมื่อไหร่ ฉันก็ดีเมื่อนั้น เกิดความรู้สึกอย่างนี้นะ เนี่ย กิเลสมันหลอกละ มันจะรู้สึกเป็นอัตตา ไม่ใช่เป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินะเว้นวรรคไม่ได้ เว้นวรรคไม่ได้ หลวงพ่อเว้นวรรคให้ได้ 2 อันนะ ที่ยินยอมยกโทษให้มี 2 อันเท่านั้น อันนึงตอนหลับ ตอนหลับมันเจริญสติไม่ได้ อีกอันนึงตอนทำงานที่ใช้ความคิด ขณะที่ทำงานใช้ความคิดเจริญสติไม่ได้ เพราะจิตต้องไปรู้เรื่องงาน ต้องคิด แต่เวลานอกนั้นเนี่ย รู้สึกตัวไว้ สมมติทำงานมาตั้งหลาย ชม. ละ เหลือเวลานิดหน่อยนะ 5 นาที 10 นาทีก็อย่าทิ้งเปล่าๆ ให้รู้ทันจิตรู้ทันใจไป รู้ไม่ได้ก็รู้กายไป

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธ ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐

คนมีธรรม