วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)
เราทราบมาแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมี 2 ชนิดคือแบบที่ยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต การติดหนี้เจ้ากรรมนายเวรอยู่ทั้งสองแบบนี้ มีความเหมือนกันตรงที่มีลักษณะของ “การเป็นหนี้เหมือนที่เรา
วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)เป็นหนี้เงินคนอื่น” เมื่อเรายืมเงินเขามา เราเป็นหนี้เขาไปทำให้เขาเสียหายแล้วยังไม่ได้ใช้คืนเสียที เมื่อเจ้าหนี้เขาตามมาทวงหากเราบ่ายเบี่ยงไม่ยอมใช้ก็ย่อมทำให้เขาโกรธตามราวีไม่จบไม่สิ้นเรื่อย ๆไป
พอถึงเวลามีเงินแล้วเอาไปคืนเขา หากเป็นเจ้าหนี้ที่ใจดีได้เพียงได้คำขอโทษก็คงเลิกแล้วต่อกันไปก็ถือว่าหมดเวรหมดกรรมต่อกัน แต่หากเป็นเจ้าหนี้ที่ยังมีความแค้นในใจเพราะโกรธในการผิดสัญญาก็ต้องการสิ่งชดเชยเพิ่ม นอกจากต้องการคำขอโทษแล้วก็ต้องได้สิ่งตอบแทนอย่าง “เงินดอกเบี้ย” จึงจะทำให้เขาพอใจและเลิกอาฆาตได้
ในภาคต้นเราได้รู้จักเจ้ากรรมนายเวรของเราแล้ว ก็เป็นการง่ายที่เราจะได้ชดใช้ได้เจ้ากรรมนายเวรถูก สิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งสองแบบต้องการก็คือ “ความสุข” และสิ่งที่สามารถจะทำให้เขามีความสุขได้นั้นไม่ใช่เงินหรือทรัพย์ใด ๆแต่เป็น “บุญ”นั่นเอง ขั้นตอนการที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกอาฆาตได้มีดังต่อไปนี้
“เพียรสร้างบุญบริสุทธิ์”
บุญบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายต้องการมาก เรื่องของการทำบุญทำทานนั้นคงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความ “ขุ่นข้อง” ขึ้นมาในบุญจนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่
หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นแทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก
การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด
การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ 3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป
การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล
ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5 ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือ ศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา
การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่าง ๆให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย
เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน
1. ทาน
การให้ทานเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญยิ่ง การให้นั้นจะเป็นการลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ลง เหมือนล้างยาวเหนียว ๆที่เกาะกุมจิตใจและเป็นเครื่องปิดกั้นไม่ให้เปิดโอกาสไปสร้างบุญในหนทางอื่นต่อไป การเรียนรู้การเป็นผู้ให้นั้นจะทำให้เรากลายเป็นที่รักต่อสิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ ทานที่เราทำนั้นมีอยู่ 4 ขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ได้บุญบารมีมากและจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทานนั้นได้แก่
1.1 วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์
คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่นเงินที่มาจากค่าแรง,ค่าตอบแทน,เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมาทำบุญทำทานด้วย
เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร
ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า,บุหรี่, การฆ่าสัตว์, หวย, การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน,การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริง แต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเรื่องนี้พอมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัด
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมที่มีชื่อว่า “ยายแฟง”ได้เรียกเก็บเงินมาจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราการทำงานที่นางโลมแต่ละคนได้มาครั้ง 25 สตางค์ ยายแฟงจะหักเอาไว้ 5 สตางค์แล้วสะสมเอาไว้เช่นนี้เรื่อย ๆจน ยายแฟงได้เงินมากถึง 2,000 บาท แล้วนำเงินนั้นไปสร้างวัดขึ้นมาหมายจะถวายให้เป็นทานใหญ่
เมื่อวัดสร้างเสร็จ ยายแฟงก็เกิดความปลื้มปีติเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังติดใจสงสัยในเรื่องวัตถุทานในวิธีที่แกได้มา จึงไปนมัสการถามหลวงพ่อโต วัดระฆัง (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ว่าการที่แกเองได้สร้างวัดด้วยเงินสะสมทั้งหมดขนาดนี้จะได้บุญกุศลมากมายขนาดไหนและได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโตท่านก็ได้ให้เมตตาตอบปัญหาว่า ยายแฟงจะได้บุญเพียง “ประมาณ 1 สลึง” เท่านั้น
การที่ยายแฟงได้บุญน้อยเช่นนี้เพราะวัตถุทานที่ได้มาเป็นการเบียดเบียนจากผู้อื่นมาโดยเขาไม่เต็มใจจะให้ กรณีนี้รวมไปถึงผู้ที่ทำการค้าขายเอากำไรเกินจริงผลกำไรที่ได้มาเพราะความโลภจัดจนเกินส่วนที่ตนควรจะได้นั้นแม้จะเอามาทำบุญก็ไม่มีความบริสุทธิ์มากพอโดยนัยเดียวกัน
นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน,วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญ
หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาถวายพระ การไปขนทราย ,ขนดิน, ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย
เรื่องของวัตถุทานนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อน จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด
เพราะหากได้มาไม่บริสุทธิ์แล้ว นอกจากเจ้ากรรมนายเวรเก่าจะไม่พอใจยังเป็นการสร้างเจ้ากรรมใหม่ขึ้นมาให้ต้องตามชดใช้กรรมกันต่อไปอีก
1.2 ผู้ให้นั้นมีเจตนา บริสุทธิ์
หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน, ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ,ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า, ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด
เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย ( อนัตตา)
1.3 ผู้รับนั้นบริสุทธิ์
การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ”ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา,สามเณร,แม่ชี, พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น
ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม
แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้จะงอกต้นข้าวก็ไม่สมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น
เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสเอาไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญตามลำดับของผู้รับ คือ สัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล,มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ
การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า เป็นการทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป
การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คน ๆนั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก
เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น
สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริง ๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี
หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรก ๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน
วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริง ๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่าง ๆไปในตัว
อย่างสุดท้ายที่จะทำให้ทานนั้นได้บุญสูงที่สุดและทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทาน ก็คือ “อาการของการให้”
นอกจากองค์ประกอบแห่งการให้ทานทั้ง 3 ประการดังกล่าวแล้ว ความคิดที่เป็นจิตเจตนาของผู้ให้ ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย ที่เห็นได้จากกิริยาอาการที่แสดงออกมาในเวลาให้ทานก็มีความสำคัญมาก เช่นกัน เพราะนอกจากจะบ่งบอกถึงคุณภาพจิตใจของผู้ให้แล้ว ยังมีผลกระทบต่ออานิสงส์ที่จะได้รับและการอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย
อาการแห่งการให้ นี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน” ตามความหมายของพระพุทธศาสนาหมายถึง ทานของสัตบุรุษหรือทานของ “คนดี” คนที่ให้ทานก็จะได้ผลบุญได้อานิสงส์ที่ดีงามตอบสนองทั้งในปัจจุบันและอนาคตทั้งยังส่งต่อไปให้ผู้อื่นช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ไปด้วย แบ่งเป็น สัปปุริสทาน 5 และสัปปุริสทาน 8 ดังต่อไปนี้
cr....ธ. ธรรมรักษ์