Showing posts with label วิธีแก้กรรม-ลดกรรม. Show all posts
Showing posts with label วิธีแก้กรรม-ลดกรรม. Show all posts

11.2.19

การแก้กรรมที่ไปใหนมาใหนลำบาก



                     ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค  กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก  
     
                       ลดกรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้ ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก  

7.2.19

เวลาทำบุญ ควรอธิษฐานอย่างไร?



เวลาทำบุญ ควรอธิษฐานอย่างไร?


หลวงปู่ดู่เคยสอนไว้ว่า เวลาทำบุญให้อธิษฐานสั้นๆไปเลยว่า “ขอให้ประสบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์” เพราะคำว่า ความดี นั้นรวมครบหมด ทั้งรวย สุขภาพดี มียศตำแหน่ง มีคนรักเมตตา ฯลฯ ส่วนปราศจากความทุกข์ก็ตัดสิ่งไม่ดีหมดทุกอย่าง ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรคภัย ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรู ฯลฯ

ที่สำคัญคือ การ “พบแต่ความดี” นั้นสำคัญมาก เพราะแม้เราจะขอพรจนร่ำรวยจริง แต่ไม่ดี เงินนั้นเราอาจเอาไปเล่นพนัน ไปซื้อยาบ้า สุดท้ายก็พาไปนรก แม้จะมียศตำแหน่งแต่ปราศจากความดี ก็อาจเอาตำแหน่งไปข่มเหงคนอื่น คดโกงประเทศชาติ ก็มีนรกเป็นที่ไป แม้จะมีแต่ใครๆก็รักเมตตา แต่หากเราไม่ดี เราก็อาจกลายเป็นคนเจ้าชู้ หลอกคนนี้ให้รัก คนนั้นให้หลง สุดท้ายก็ทะเลาะตบตีกัน และไปนรกกันทั้งหมู่

“การขอให้พบความดี” จึงถือเป็นพรอันสำคัญที่สุด เพราะผู้ที่จะทำความดี ต้องมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าความดีมีประโยชน์เช่นใด ดังนั้นเมื่อมีปัญญา แม้จะเกิดมาจน ก็ใช้ปัญญาหาเงินจนรวยได้ แม้จะเกิดมาต่ำต้อย ก็ใช้ปัญญาทำงานหายศตำแหน่งมาได้ไม่ยาก แม้เกิืดมาไม่มีใครรัก แต่หากมีปัญญารู้จักพูดจา ใครๆก็จะหันมารัก ที่สำคัญคือเมื่อมีปัญญา ก็รู้ว่าความชั่วไม่มีประโญชน์ ไม่ควรทำ ความดี มีแต่ประโยชน์และควรทำ ดังนั้นจึงเป็นผู้มีความสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้า มีแต่สุคติเป็นที่ไป นรกไม่ได้เยี่ยมเยีน ใครอยู่ใกล้ก็มีความสุข

ดังนั้น เวลาทำบุญครั้งใด อธิษฐานง่ายๆก็ได้เช่นกันว่า “ขอให้พบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์…(ทั้งปวง)…”

6.2.19

วิธีแก้กรรมจากการถูกรถเชี่ยวชน



                     กรรมจากการถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย  หรือกรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ  

                       ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ ไม่สาปแช่งผู้อื่น

4.2.19

วิธีแก้กรรมเกี่ยวกับโรคตา...



                ตาบอดหรือเป็นโรคตา  กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ  

                ลดกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร! ะ บริจาคเงินในกล่อง ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด 

2.2.19

วิธีแก้กรรมจากการเจ็บป่วย....



                    กรรมที่เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย  หรือกรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์  

                    ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต 

31.1.19

การแก้กรรมกรรมที่ไม่มีลูก



                กรรมจากการทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น 

                ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ มูลนิธิเด็กอ่อน

12.1.19

"วิบากกรรมติดตัว" ของคนเกิดทั้ง 7 วัน พร้อมวิธีแก้ ให้ดวงชะตาดีขึ้น

               "กรรม" นั้นไม่สามารถลบล้างไปได้ ไม่ว่า กรรมดี หรือ กรรมชั่ว แต่เราอาจสามารถทำให้กรรมเหล่านั้นเบาบางลงไปได้บ้าง หรือทำให้กรรมนั้นส่งผลช้า หรือแผ่วเบาลงได้  แต่ก็ไม่อาจสามารถลบล้างออกไปได้ทั้งหมด เพราะพระพุทธเจ้าเคยบอกหรือสอนไว้ว่า “คนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญ หรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่ กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆไป”  ดังนั้นเนื้อหาการแก้กรรม ที่นำมาฝากวันนี้จึงเป็นแค่แนวทาง ในแบบ พิธีกรรมการทำเข้าแบบที่ควรทำด้วยอาการน้อมจิตให้อ่อนโยนลง ขอเพียงจิตอ่อนโยน การขอขมาใดๆแก่ใครย่อมเกิดผล และคนทีเกิดในแต่ละวันนี้มีพระพุทธรูปปางใดบ้างเป็นพระประจำวัน ฉะนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าคนที่เกิดในแต่ละวันนี้มีกรรมอะไรติดตัวกันมาบ้างและมีวิธีการแก้กรรมให้การขอขมาให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรม หรือใจอ่อนให้แก่เราได้บ้าง

คนเกิดวันอาทิตย์

          มีพระจำวันคือ พระพุทธรูปปางถวายเนตร


ลักษณะพระพุทธรูป 

           พระพุทธรูปที่อยู่ในพระอริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองเพ่งไปข้างหน้า พระหัตถ์ทั้งสองห้อยลงมาประสานกันอยู่ระหว่างพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนเหลื่อมพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในพระอาการสังวรทอดพระเนตรดูต้นพระศรีมหาโพธิ์

ความเป็นมา

          เมื่อครั้งพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากความสงบ) อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นระยะเวลา 7 วัน จากนั้นได้เสด็จไปประทับยืน ณ ที่กลางแจ้งทางทิศอีสานของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรเลยตลอดระยะเวลา 7 วัน ซึ่งสถานที่ประทับยืนนี้ได้มีนามปรากฏว่า "อนิมิสเจดีย์" มาจนปัจจุบัน เป็นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้เรียกว่า ปางถวายเนตร นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปเพื่อสักการะบูชาประจำของคนเกิดวันอาทิตย์ 

วิบากกรรมของคนวันอาทิตย์

           วิบากกรรมที่ติดตัวอยู่เสมอนั้น มักจะทำบุญคนไม่ค่อยขึ้น ในช่วงวัยเด็กอาจจะเกิดความลำบาก และเมื่อโตขึ้นนั้นก็ยังเจอปัญหาในเรื่องเกี่ยวข้องกับบริวารอีก จึงทำให้เหตุที่มานั้นเกี่ยวข้องกับการเงินการทองเสียอีกด้วย เป็นคนชอบเชื่อคนง่าย และไว้ใจคน ทั้งยังเป็นคนกตัญญูกับผู้ที่ให้การช่วยเหลือ ในเกณฑ์ดวงท่าน เคยสังเกตไหมว่าจะต้องเจอปัญหากับเรื่องคนอื่นอยู่เสมอ ท่านช่วยใครไปก็ตาม คนนั้นมักจะต้องสร้างปัญหาให้ท่านเสมอ เวลาช่วยแล้วเขาจะมองไม่เห็นความดี

การแก้ไขวิบากกรรม ของคนที่เกิดในวันอาทิตย์

1. พยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทุกวันเกิด ให้ผู้ที่เคยล่วงเกินกันมาตั้งแต่อดีตชาติปัจจุบันชาติให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
2. หากมีคนที่ล่วงเกินยังมีชีวิตอยู่ หาเงินไปคืนและขออโหสิกรรมซะเพื่อชีวิตเราจะได้ดีขึ้นต่อไป
3. ตักบาตร วันโกนอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตดีขึ้น
4. ทำกุศลกับผู้มีพระคุณและช่วยคนไว้ เพื่อยามทุกข์ยากจะได้มีคนมาเหลียวแล และดูแลเราบ้าง
5. สวดมนต์ทุกวันเกิด และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอาทิตย์

          อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะคุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะ ธัมเม, เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พึทธานัง นะมัตถุ โพธิยา, นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมังโส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา

          สวดวันละ 6 จบ จะมีความรุ่งเรืองและความสุขสวัสดีตลอดกาล และผู้ที่เกิดวันอาทิตย์พึงใช้สีที่เป็นมงคล สำหรับเครื่องนุ่งห่ม ประจำบ้านเรือน หรือเครื่องประดับควรเป็นของที่มีสีแดง จะเป็นสิริมงคลลาภผล ดียิ่งนัก ส่วนสีรองๆ ลงไป มีสีม่วง สีเขียว สีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก พึงเว้น สีน้ำเงิน

คนเกิดวันจันทร์

          มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปาง ปางห้ามญาติ หรือ ปางห้ามสมุทร


ลักษณะพระพุทธรูป

           พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม เป็นปางเดียวกันกับปางห้ามสมุทร ต่างกันตรงที่ปางห้ามญาติจะยกมือขวาขึ้นห้ามเพียงมือเดียว ส่วนปางห้ามสมุทร จะยกมือทั้งสองขึ้นห้าม แต่ส่วนใหญ่มักจะนิยมสร้างเป็นปางห้ามญาติ และนิยมทำเป็นแบบพระทรงเครื่อง

ความเป็นมา

          ปางห้ามญาติเกิดขึ้นเนื่องจากพระญาติฝ่ายพุทธบิดาคือกรุงกบิลพัสดุ์ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา คือ กรุงเทวทหะ ซึ่งอาศัยอยู่บนคนละฝั่งของแม่น้ำโรหิณี เกิดทะเลาะวิวาทแย่งน้ำเพื่อไปเพาะปลูกกันขึ้น ถึงขนาดจะยกทัพทำสงครามกันเลยทีเดียว พระพุทธองค์จึงต้องเสด็จไปเจรจาห้ามทัพ คือ ห้ามพระญาติมิให้ฆ่าฟันกัน
          ส่วนปางห้ามสมุทรเป็นพุทธประวัติ ตอนเสด็จไปโปรดพวกชฎิล (นักบวชประเภทหนึ่งที่นุ่งห่มหนังเสือ และนิยมบูชาไฟ) 3 พี่น้องได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราพร้อมบริวาร 1,000 คน โดยได้แสดงพุทธปาฏิหารย์หลายอย่างเพื่อทำลายทิฎฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย เช่น ห้ามลม ห้ามฝน ห้ามพายุ และห้ามน้ำท่วมที่เจิ่งนองตลิ่งมิให้มาต้องพระวรกายได้ อีกทั้งยังสามารถเดินจงกรมอยู่ใต้พื้นน้ำได้ ทำให้พวกชฎิลเห็นเป็นที่อัศจรรย์ และยอมบวชเป็นพุทธสาวก

วิบากกรรมของคนเกิดวันจันทร์

            คือกรรมด้านความรักมาจากอดีตจนปัจจุบัน บางคนอาจจะเกิดการได้คู่ยาก บางคนได้คู่แล้วมักจะต้องแอบซ่อนเปิดเผยไม่ได้ บางคนก็ได้แบบที่อายุแตกต่างกันอย่างมาก นั่นคือกรรมที่ส่งผล ให้ความรักไม่เกิดผลตามสิ่งที่มุ่งหวัง สังเกตกรรมที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาหนึ่งนั้นเราจะพบได้ว่าทำไมเราเกิดมาไร้คู่ มีคู่แต่อายุแตกต่างกัน บางคนเกิดมามีคู่ยาก สาเหตุบุญกรรมอยู่ที่ว่าในอดีตนั้นเป็นผู้ที่สร้างกรรมดีมาตลอด และในปัจจุบันไม่มีคู่ คือคู่อาจจะสร้างปัญหานานาประการ เลยทำให้บารมีคู่นั้นไม่ถึงกัน

             แต่ทำไมบางคนต้องแอบซ่อนไม่สามารถบอกกล่าวเล่าเรื่องให้กับผู้ใดได้เลยนั่นเพราะอดีตเคยทำให้ครอบครัวเสียใจ ปัจจุบันมักจะต้องพบเจอกับเรื่องกรรมของความรัก และ อีกอย่างคนที่ทำบุญด้วยดอกไม้มีตำหนิ และดอกไม้ไม่สด ไม่หอมก็เจอกรรมนี้เสมอ ที่เขาชอบเรียกกันเล่นๆ ว่าอย่าทำบุญด้วยดอกไม้เหี่ยวนั่นแหละ การแก้ทำบุญเมื่อใดให้ใช้ดอกไม้สดเสมอสวยๆ และพยามทำบุญบ่อยๆเอ่ยชื่อคู่จะทำให้ในการพบเจอคู่นั้นเป็นไปอย่างใจนึก

การแก้ไขวิบากกรรม ของคนที่เกิดวันจันทร์

1. นิมนต์พระเลี้ยงทำบุญบ้าน วันเกิด สวดชะยันโต ขอพร ประพรมน้ำมนต์ให้ครอบครัว อยู่เย็นเป็นสุข และถวายสังฆทานสวดอุทิศให้ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้อโหสิกรรมและช่วยครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
2. ไปถวายผ้าบังสุกุลอุทิศให้บรรพบุรุษให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขหรือทำบุญให้บรรพบุรุษให้ได้รับกุศล
3. เคยบอกรักสามีหรือภรรยาและลูกบ้างไหม ทำซะ จะทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเรารัก
4. สวดมนต์ทุกวันเกิดตนเอง ขอพรเทพประจำตัวให้คุ้มครองครอบครัวให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5. กราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางด้วย อาหารคาวหวานชุดใหญ่ แก่พระภูมิเจ้าที่ให้ได้รับและขอพรให้อำนวยโชคลาภความร่มเย็นเป็นสุขให้ครอบครัวท่าน

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันจันทร์

          ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
          ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
          ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ

          สวดวันละ 15 จบ จะมีความสุข ความเจริญปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง และผู้ที่เกิดวันจันทร์ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีขาว เหลืองอ่อนๆ เป็นดีที่สุด ส่วนสีรองๆ ลงมา คือสีเขียว สีดำ สีกรมท่า สีน้ำเงิน พึงเว้นสีแดง

คนเกิดวันอังคาร

        มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางโปรดอสุรินทราหู หรือ ปางไสยาสน์ หรือ ปางปรินิพพาน



ลักษณะพระพุทธรูป

          พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองข้างซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมีพระเขนย (หมอน) รองรับ บางแบบพระเขนยวางอยู่ใต้พระกัจฉะ (รักแร้)

ความเป็นมา

          ปางไสยาสน์ หรือบางทีก็เรียก ปางปรินิพพาน เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธองค์ได้รับสั่งให้พระจุนทะเถระปูอาสนะลงที่ระหว่างต้นรังคู่หนึ่ง แล้วทรงประทับบรรมทมแบบสีหไสยา ตั้งพระทัยไม่เสด็จลุกขึ้นอีก แต่ก็ยังได้โปรดสุภัททะปริพาชกเป็นอรหันต์องค์สุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากันเศร้าโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชาพระพุทธองค์
          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าถึงปางนี้อีกนัยหนึ่งคือ ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร "อสุรินทราหู" หรือ "พระราหู" ผู้ครองอสูรพิภพ ได้สดับคำสรรเสริญถึงพระเกียรติคุณของพระบรมศาสดาจากสำนักเทพยดาทั้งหลาย ก็มีความปรารถนาอยากจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง แต่ก็คิดคำนึงไปเองว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ คงต้องมีพระวรกายที่เล็ก หากตนจะไปเฝ้าก็จะต้องก้มมองเป็นความลำบากมาก อีกทั้งตนก็ไม่เคยก้มเศียรให้ใคร คิดแล้วก็ไม่ไปเฝ้า
          ต่อมาได้ยินพวกเทวดาสรรเสริญพระพุทธองค์อีก ก็เกิดความอยากไปเฝ้าอีก จึงวันหนึ่งได้ตั้งใจไปเฝ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบด้วยญาณ รวมทั้งทราบถึงความในใจของอสุรินทราหู จึงทรงเนรมิตพระวรกายให้ใหญ่โตกว่ากายของอสุริทราหูหลายเท่าขณะเสด็จบรรทมรอรับ ดังนั้น เมื่อมาเข้าเฝ้า แทนที่อสุรินทราหูจะต้องก้มมอง กลับต้องแหงนหน้าดูพระพุทธองค์ จึงเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนว่า ข่าวลือหรือเรื่องใดๆหากไม่เห็นด้วยตนเอง หรือยังไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ ก็ไม่ควรติชมไปก่อน อีกทั้งได้พาอสุรินทราหูไปเที่ยวพรหมโลก ได้เห็นบรรดาพรหมที่มาเฝ้ามีร่างกายใหญ่โตกว่าตนทั้งสิ้น แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีพระวรกายใหญ่กว่าพรหมเหล่านั้นอีก อสุรินทราหูจึงลดทิฐิและหันมาเลื่อมใสในพระบรมศาสดา

วิบากกรรมของคนเกิดวันอังคาร

           กรรมที่ติดตัว คือ ชอบโดนคนอื่นเอาเปรียบ เพราะเป็นคนสบายๆ ยังไงก็ได้ ส่วนมากมักทำคุณคนไม่ขึ้น โดนใส่ร้ายแบบไม่ต้องถาม เพราะคนเห็นการแสดงออกในเรื่องวาจา และอารมณ์ร้อนก็จะเอามาตัดสินทั้งๆ ที่คุณเองเป็นคนตรง และจริงใจ แต่ถ้าไม่พอใจหรือน้อยใจมักจะไม่อะไรเลย งานที่ทำมักออกกระทันหันจากการงาน
           คนที่เกิดวันอังคารเวลาทำอะไรก็ตามมักจะมีคนนึกถึงในอันดับหลังๆ และมักไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หรือวิบากกรรมที่เกิดนั้นนอกจากการโดนเพ่งเล็ง และการโดนเอาเปรียบแล้ว มักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มักจะเกิดการท้อแท้ เบื่อง่าย การเงินมักจะผ่านมือ โดนหยิบยืมแล้วไม่ค่อยได้คืน กรรมส่งผลให้มีคดีความ ไม่อยู่ติดที่ต้องเหนื่อย และดิ้นรนเสมอ มีความรักมักจะต้องเป็นทุกข์ หรือเป็นผู้นำเสมอ เรียกได้ว่าแบกรับภาระที่ใหญ่เกินตัว

การแก้ไขจากวิบากกรรม ของคนที่เกิดวันอังคาร

 1. หมั่นทำบุญโดย ให้ทาน กับบุคคลที่ใกล้ตัว และหมั่นชักชวนบุคคลอื่นทำบุญร่วมกัน เกิดชาตินั้นฉันใดจะมีบริวารมากมาย
2. ให้ร่วมทำบุญด้าน บวชนาคหมู่ หรือสามเณรภาคฤดูร้อน จะทำให้พ้นทุกข์และมีบริวารที่ดี อยู่ในศีลธรรม
3. หมั่นกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอังคาร

          ยัสสานุสสะระเณนาปิ อันตะลิก เขปิ ปาณิโน ปะติฏฐะมะธิ คัจฉันติ ภูมิยัง วิยะ สัพพะทา สัพพูปัททะวะชาลัมหา ยักขะโจราทิ สัมภะวา คะณะนานะ จะ มุตตานัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห

          สวดวันละ 8 จบ จะเกิดผลดี และผู้ที่เกิดวันอังคาร ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีชมพู หรือ สีแดงหลัว ส่วนสีรองๆ ลงมาคือ สีดำ สีกรมท่า สีน้ำเงินแก่ สีเหลือง สีแดง พึงเว้นสีขาวนวล

คนเกิดวันพุธ
(กลางวัน)

        มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร


ลักษณะพระพุทธรูป

          พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประคองบาตรราวสะเอว

ความเป็นมา

          เมื่อพระพุทธเจ้าได้สำแดงอิทธิปาฏิหารย์ เหาะขึ้นไปในอากาศต่อหน้าพระประยูรญาติทั้งหลาย เพื่อให้พระญาติผู้ใหญ่ได้เห็น และละทิฐิถวายบังคมแล้ว จึงได้ตรัสเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก ครั้นแล้วพระญาติทั้งหลายก็แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีใครทูลอาราธนาฉันพระกระยาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์เป็นราชโอรสและพระสงฆ์ก็เป็นศิษย์ คงต้องฉันภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้ในพระราชนิเวศน์เอง แต่พระพุทธองค์กลับพาพระภิกษุสงฆ์สาวกเสด็จจาริกไปตามถนนหลวงในเมือง เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ (ผู้ที่พึงสั่งสอนได้) อันเป็นกิจของสงฆ์ และนับเป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้มีโอกาสชมพระพุทธจริยาวัตรขณะทรงอุ้มบาตรโปรดสัตว์ ประชาชนจึงต่างแซ่ซ้องอภิวาทอย่างสุดซึ้ง แต่ปรากฏว่าพระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดาทรงทราบเข้า ก็เข้าใจผิดและโกรธพระพุทธองค์ หาว่าออกไปขอทานชาวบ้าน ไม่ฉันภัตตาหารที่เตรียมไว้ พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงอธิบายว่า การออกบิณฑบาตรเป็นการไปโปรดสัตว์ มิใช่การขอทาน จึงเป็นที่เข้าใจกันในที่สุด

วิบากกรรมของคนเกิดวันพุธ (กลางวัน)

          กรรมที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี บางครั้งดีเกินไปจนบางครั้งคนอยู่ใกล้อาจจะหลงเสน่ห์จากการพูดเหมือนให้ความหวังกับคนใกล้ชิด จนเป็นการเกิดความรัก และเกิดการเสียใจเพราะเป็นคนมีเสน่ห์เลยกลายเป็นเจ้าชู้โดยไม่รู้ตัว ทำให้คนรอบข้างเสียใจ และบางครั้งพูดขวานผ่าซากจนอื่นเสียใจ ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ทันตั้งใจ มักมีเรื่องไม่สบอารมณ์ บางที่อาจจะปึงปัง ต้องระวังเรื่องอารมณ์ด้วย

          วิบากกรรมทำให้คนเกิดวันพุธเป็นคนเจ้าชู้ หลายใจ เก็บเงินไม่อยู่ เป็นคนขี้เบื่อง่าย ทนได้ไม่นาน คนเกิดวันพุธกลางวัน วิบากกรรมจะมีอุปสรรคจะน้อยกว่าคนเกิดวันพุธกลางคืน แต่วิบากกรรมของคนเกิดวันพุธกลางวันต้องปรับปรุงความเจ้าชู้ของตน เพราะความเจ้าชู้นั้นส่งผลให้เกิดการไม่สมหวังในความรักได้ และเป็นวิบากกรรมที่ทำให้ชีวิตต้องเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา

การแก้ไขวิบากกรรมของ คนเกิดวันพุธกลางวัน 

1. ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
2. ถือศีล 5 ให้ได้ 1 ปี ต่อ 1 เดือน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
3. ถวายธงคู่ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น
4. บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น
5. ร่วมเป็นเจ้าภาพ งานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้น และสมหวัง และสวดมนต์ขอพรทุกวันเกิด

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธ (กลางวัน)

          สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเห

          สวดวันละ 17 จบ จะมีความสุขสวัสดียิ่งๆ ขึ้นไป และผู้ที่เกิดวันพุธ ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรืออนเป็นสีเขียว หรือสีเขียวใบไม้ ส่วนสีรองๆ ลงมา คือ สีเหลือง สีเทา สีดอกรัก สีเมฆหมอก สีขาวนวล พึงเว้น สีม่วง

คนเกิดวันพุธกลางคืน
      (ผู้ที่เกิดระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันพุธถึง 06.00 น.ของวันพฤหัสบดี
      หรือบางคนก็นับตั้งแต่ 18.00 – 24.00 น.ของวันพุธ (สุดแต่ความเชื่อ)

             มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์


ลักษณะพระพุทธรูป

           พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถประทับ (นั่ง) บนก้อนศิลา พระบาททั้งสองวางบนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระขนุ (เข่า) พระหัตถ์ขวาวางหงาย นิยมสร้างช้างหมอบใช้งวงจับกระบอกน้ำ อีกด้านหนึ่งมีลิงถือรวงผึ้งถวาย

ความเป็นมา

          สำหรับปางนี้กล่าวถึงเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี ครั้นนั้นพระภิกษุมีมากรูปด้วยกัน และไม่สามัคคีปรองดอง ไม่อยู่ในพุทธโอวาท ประพฤติตามใจตัว พระองค์จึงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าที่ชื่อว่าปาลิไลยกะ โดยมีมีพญาช้างเชือกหนึ่งชื่อ "ปาลิไลยกะ" เช่นเดียวกัน มีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ มาคอยปฏิบัติบำรุงและคอยพิทักษ์รักษามิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกราย ทำให้พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ในป่านั้นด้วยความสงบสุข และป่านั้นต่อมาก็ได้ชื่อว่า "รักขิตวัน" ครั้นพญาลิงเห็นพญาช้างทำงานปรนนิบัติพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ก็เกิดกุศลจิตทำตามอย่างบ้าง ต่อมาชาวบ้านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ไม่พบ และทราบเหตุ ก็พากันตำหนิติเตียน และไม่ทำบุญกับพระเหล่านั้น พระภิกษุเหล่านี้จึงได้สำนึก ขอให้พระอานนท์ไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์กลับมา ช้างปาลิไลยกะก็มาส่งเสด็จด้วยความเศร้าเสียใจ จนหัวใจวายล้มตายไป ด้วยกุศลผลบุญจึงได้ไปเกิดเป็น "ปาลิไลยกะเทพบุตร" 

          จากเหตุการณ์นี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงพฤติกรรมของพระ 2 ฝ่ายในขณะนั้น ไม่เชื่อฟังแม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงได้สร้างพระปางนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการแตกสามัคคี การทะเลาะวิวาทกัน

วิบากกรรมของคนเกิดวันพุธ (กลางคืน)

           วิบากกรรมของคนเกิดวันพุธกลางคืน จะไม่ค่อยรอบคอบ ใช้เงินเก่ง มักมีเรื่องให้ใช้จ่ายหมดไป ความคิดไม่อยู่นิ่ง แต่ก็มีปัญญาดีและมีไหวพริบที่ดีด้วยเช่น นอกจากนั้นแล้วคนวันพุธบางคนเป็นคนพูดจา มีมายามีเล่ห์เหลี่ยม เรียกว่าฉลาดแกมโกง บางครั้งคนภายนอกที่นังไม่รู้จักเราจะมองว่าเปนคนไม่จริงใจ และมีบางคนก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ และคนที่มีนิสัยด้านลบยังชอบการพูดจาหลบเลี่ยง โกหก มดเท็จในบางโอกาส ขึ้นอยู่กับสภานณการณ์ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

การแก้ไขวิบากกรรมของ คนเกิดวันพุธกลางคืน 

1. ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม
2. ถือศีล 5 ให้ได้ 1 ปี ต่อ 1 เดือน จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
3. ถวายธงคู่ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น
4. บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศล และเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น
5. ร่วมเป็นเจ้าภาพ งานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้น และสมหวัง และสวดมนต์ขอพรทุกวันเกิด

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธ (กลางคืน)

          กินนุ สันตะระมาโนวะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต ติฏฐะสีติ สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธาคาถาภิคิโตมหิ โนเจ มุญเจยะ จันทิมันติ

          ดูก่อนราหู เพราะเหตุใดหนอ ท่านจึงเร่งรีบปล่อยพระอาทิตย์ไปเสียเล่า และทำไมหนอ ท่านจึงดูเศร้าสลด มายืนซึมอยู่ตรงนี้เล่า ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้า ดังนั้น หากข้าพเจ้าไม่ปล่อยสุริยเทพบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง ถึงมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จะไม่ได้รับความสุขเลย

          สวดวันละ 12 จบ จะมีความเจริญสุขสวัสดี ผู้ที่เกิดวันราหู หรือวันพุธกลางคืน ควรใช้ของประดับตัวและบ้านเรือนเป็นสีเมฆหมอก สีเทา หรือสีดำหลัว ส่วนสีรองๆ ลงมา คือ สีแดง สีขาวนวล สีกรมท่า สีน้ำเงินแก่ พึงเว้นสีเหลือง

คนเกิดวันพฤหัสบดี

          มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางสมาธิ หรือ ปางตรัสรู้


ลักษณะพระพุทธรูป

          พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย

ความเป็นมา

          ปางตรัสรู้ คือ ปางที่เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระโพธิสัตว์ทรงประทับขัดสมาธิบนบัลลังก์หญ้าคาใต้ต้นมหาโพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ซึ่งก็ตรงกับวันวิสาขบูชานั่นเอง

วิบากกรรมของคนเกิดวันพฤหัสบดี

           มักจะปวดหัวข้างเดียวเสมอ แต่ไม่ปวดตลอดเขาเรียกว่าเป็นๆ หายๆ กระดูกแขนมีปัญหา และบางครั้งมักจะไม่ค่อยเข้าผู้ใหญ่เท่าไหร่ จะชอบสอน และตำหนิคนอื่นโดยไม่รู้ตัว บางครั้งคบใครเค้ามักไม่จริงใจกลับสักเท่าไหร่ ดีแต่ต่อหน้าเราเท่านั้น แต่พอลับหลังอาจจะโดนเม้าท์ เนื่องจากมีกรรมเดิมติดมา คือ เคยตำหนิพระเจ้าและผู้ที่ทำบุญ

การแก้ไขวิบากกรรม ของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี

1. สร้างประตูวัด ป้องกันอันตรายให้ตนเอง ทำวันเกิดตนเองจะทำให้แคล้วคลาดอันตรายได้
2. มีหิริ โอตัปปะ ในจิตใจ
3. สวดมนต์คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ทุกวันเกิด 3 จบ
4. ตักบาตรทุกวันเกิด อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรให้อโหสิกรรม

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพฤหัสบดี

          อัตถิโลเก สีละคุโณ สัจจังโสเจยยะ นุททะยา เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา ธัมมัพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน สัจจะพะละมะสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติ ปาทา อะวัญจะนา มาตาปิตา จะนิกขันตา ชาตะเวทะ ปฏิกกะมะ สะหะ สัจเจกะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ

          สวดวันละ 19 จบ จะมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป และผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี พึงใช้เครื่องประดับและบ้านเรือนเป็นสีเหลืองหรือสีไพล ส่วนสีรองลงมาคือ สีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว พึงเว้น สีดำ สีกรมท่า และสีน้ำเงินแก่

คนเกิดวันศุกร์

           มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางรำพึง


ลักษณะพระพุทธรูป

          พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันยกขึ้นประทับที่พระอุระ (อก) พระหัตถืขวาทับพระหัตถ์ซ้าย

ความเป็นมา

          ภายหลังจากที่ตรัสรู้ได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ภายใต้ต้นไทร (อชปาลนโครธ) ก็ได้ทรงรำพึงพิจารณาถึงธรรมที่ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมที่มีความละเอียดลึกซึ้ง ยากที่มนุษย์ปุถุชนจะรู้ตามได้ จึงเกิดความท้อพระทัยที่จะไม่สั่งสอนชาวโลก ด้วยรำพึงว่าจะมีใครสักกี่คนที่ฟังธรรมะของพระองค์เข้าใจ ร้อนถึงท้าวสหัมบดีพรหมได้มากราบทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมว่าในโลกนี้บุคคลที่มีกิเลสเบาบางพอฟังธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาแล้วก็เห็นชอบด้วย อีกทั้งทรงรำพึงถึงธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อน ว่าตรัสรู้แล้วก็ย่อมแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนทั้งปวง จึงได้น้อมพระทัยในอันที่จะแสดงธรรมต่อชาวโลกตามคำอาราธนานั้น และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกหมู่เหล่าต่อไป พระพุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมที่จะแสดงโปรดชนนิกรผู้เป็นเวไนยบุคคลนั้นแล เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า ปางรำพึง

วิบากกรรมของคนเกิดวันศุกร์

            มักจะหาความสุขโดยแท้จริงไม่ได้ มีแต่ฉากหน้าที่แสดงให้คนเห็นเท่านั้นแต่ภายในลึกๆ อาจจะไม่มีความสุขกับชีวิต ทำไมชอบอาสาคนอื่น และทำไมชอบเห็นใจแก่คนอื่น เพราะกรรมที่แสดงผลมา คือ คนที่ขาดในสิ่งนั้นเหมือนช่วงที่ไม่มีคนคอยอุปถัมภ์ จะได้ดีเพราะตัวเองนั้นขึ้นอยู่กับการแก้บุญ หรือแก้กรรมที่เกิดมา บางท่านแต่งงานบ่อยแต่บางท่านไม่ได้รับการแต่งงานหรือไม่มีคู่เลย รักใครไม่สมหวังอาจจะสังเกตได้จากกรรม คือ กรรมที่ท่านเคยหลอกคู่ตัวเอง และไปแอบกิ๊กคนอื่น ปล่อยคู่ให้เดียวดายอยู่บ้านรอเป็นทุกข์ใจ หลอกให้รอคอย

          หรืออีกประเภท คือ ให้ความหวังในเรื่องความรักกับคนอื่นแต่ไม่ผิดศีล อีกแบบนั้นรักแต่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ทำให้เค้าทุกข์ทรมานจิตใจ มาก่อน คนเกิดวันนี้ต้องระวังอย่างยิ่งเกี่ยวกับความคิด ความรัก และการยึดติด เป็นตัวที่ทำลายความสุขของคุณเองได้อย่างมาก เกิดมามักกำพร้าบิดา หรือ อาภัพคนอุปถัมภ์ และชอบคิดมากกับเรื่องเล็กน้อย คิดถึงเรื่องเก่าๆ เสมอ การใช้จ่ายถ้ามีอยู่แล้วจะอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าใกล้หมดล่ะก็หาทุกรูปแบบ บางท่านหาเก่งแต่บางท่านใช้เก่งนั่นเอง

การแก้ไขวิบากกรรม ของคนที่เกิดวันศุกร์

1. ตั้งสัจจะว่าจะไม่แย่งสามีหรือภรรยาของคนอื่น มาเป็นของตนเอง
2. หมั่นถวายเทียนคู่ในวันเกิดตนเองปีละครั้ง ขอเสริมดวงชีวิตคู่ให้พบแสงสว่างในชีวิตคู่ที่ดี โดยไปกับแผนและอธิษฐานขอพร
3. ถวายสังฆทานในวันเกิด เพื่อขอพรให้สมหวังด้านชีวิตคู่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรและคู่ชีวิตที่เคยล่วงเกินไว้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติให้ได้รับกุศล และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
4. บริจาคทรัพย์ให้กับคู่แต่งงานในงานแต่งงาน เพื่อส่งเสริมให้เขาสมหวังในความรัก และตนเองก็จะได้บุญต่อไป
5. ไกล่เกลี่ยคู่สามี-ภรรยา ที่ทะเลาะกันแยกทางกัน ให้มารู้สึกดีต่อกัน จะได้บุญด้านธรรมทางด้านชีวิตคู่

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันศุกร์

          อัปปะสันเนติ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต อะมะนุสเสหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะตัสสันนะ มะหิงสายะจะคุตติยา ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห

          สวดวันละ 21 จบ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน และผู้ที่เกิดวันศุกร์ พึงใช้เครื่องประดับและบ้านเรือนเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินแก่ ส่วนสีรองลงมาคือ สขาวนวล สีม่วง สีเหลือง พึงเว้นสีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก

คนเกิดวันเสาร์

          มีพระประจำวันคือ พระพุทธรูปปางนาคปรก



ลักษณะพระพุทธรูป          

          พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ หงายพระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้ายเหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนดร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธบัลลังก์และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร

ความเป็นมา

          เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ และประทับบำเพ็ญสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอันเกิดจากความพ้นกิเลสอยู่ ณ อาณาบริเวณที่ไม่ไกลจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งละ 7 วันนั้น ในสัปดาห์ที่ 3 นี้เอง ก็ได้ไปประทับใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ขณะนั้นฝนได้ตกลงมาไม่หยุด พญานาคตนหนึ่งชื่อ "มุจลินท์นาคราช" ก็ได้ขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไปวงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้มิให้ฝนตกต้องพระวรกาย เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย จนฝนหาย จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

วิบากกรรมคนเกิดวันเสาร์

            มักเกิดจากการสูญเสีย คิดมากวิตกกังวล และต้องกำพร้าขาดคนอุปถัมภ์ โดนคนอื่นเอาเปรียบ และต้องทุกข์ใจอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งไม่มีความสุขสดชื่นสักเท่าไหร่ รักใครบางครั้งก็ทำความเสียใจให้กับตัวเราเสมอ และบางครั้งทำดีก็ไม่เกิดผลใดๆ สังเกตุว่าตอนเป็นเด็กนั้นมักจะต้องพลัดพรากจากคนที่รัก ตอนกลางชีวิตบางครั้งจะต้องคิดมาก หรือรักใครจะรักฝังใจ นี่แหละคือกรรมเดิมเคยทำให้พ่อแม่ และคนที่คุณรักนั้นเสียใจ ทำร้ายจิตใจเขา เอาเปรียบเขา และเคยให้ร้ายแก่ผู้ทำกุศลต่างๆ และไม่ดูแลพ่อแม่ที่แก่ในปัจจุบันเลยต้องมาเป็นแบบนี้

          อย่างไรก็ตามหมั่นสร้างกุศล และหมั่นฝึกจิตสมาธินั้นจะดีกว่า เห็นผลไวไม่เจอกรรมหนัก ควรทำบุญบ่อยๆ เพื่อสร้างสะสมกุศล การกรวดน้ำ และการทำบุญทุกครั้ง ให้เอ่ยชื่อ-นามสกุลก่อนเสมอ และอุทิศบุญให้กับ เจ้ากรรมนายเวร เท่านี้ก็อาจทำให้เราพ้นวิบากกรรมได้บ้าง

การแก้ไขวิบากกรรม ของคนเกิดวันเสาร์

1. ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น
2. ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณ มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้
3. นำหลวงพ่อโสธรสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันเสาร์

          ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ

          สวดวันละ 10 จบ จะมีความสุขความเจริญและเกิดความสวัสดีมีมงคลตลอดกาล และผู้ที่เกิดวันเสาร์ พึงใช้เครื่องประดับและบ้านเรือนเป็นสีดำสลัว หรือสีม่วง ส่วนสีรองๆ ลงมา คือ สีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก สีน้ำเงิน พึงเว้นสีเขียว

เอาหล่ะลองนำไปทำดู แต่ก่อนกระทำนั้นต้องมีความศรัทธานั้นเกิดขึ้นด้วยจึงจะบังเกิดผล หากไม่มีความศรัทธาบังเกิดควบคู่ทำไปก็คงอาจไม่เกิดผลอะไร แล้วแต่ใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาค่ะ 

cr... tnews

20.12.18

การแก้อาถรรพ์ต่างๆ



ความยากจน ความโง่ ตระกูลต่ำ อายุสั้น มีโรคมาก ไร้บริวาร ขี้เหร่ เป็นผู้หญิงบัณเฑาะก์ เป็นใบ้บ้า ตาบอด หูหนวก ทรัพย์วิบัติ การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรก ล้วนชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

บริจาคทาน......................... แก้อาถรรพ์ข้อยากจน 
การรับฟัง........................... แก้อาถรรพ์ข้อโง่เขลา
การอ่อนน้อม....................... แก้การเกิดในตระกูลต่ำ 
การรักษาศีล.........................แก้อายุสั้น (ศีลข้อ ๑)
การไม่เบียดเบียนสัตว์..............แก้การมีโรคมาก
การสงเคราะห์สัตว์..................แก้การไร้บริวาร
การรักษาศีลไม่ขี้โกรธ..............แก้การเกิดเป็นคนขี้เหร่
การรักษาศีลข้อ ๒.................. แก้ทรัพย์วิบัติ
การรักษาศีลข้อ ๓.................. แก้การเกิดเป็นผู้หญิงบัณเฑาะก์
การรักษาศีลข้อ ๔..................แก้ ตาบอด หูหนวก ไม่มีคนเชื่อถือ
การรักษาศีลข้อ ๕..................แก้เป็นใบบ้า มีสติปัญญาดี
การรดน้ำมนต์....................... เสกเป่าล้างอาถรรพ์ให้ชีวิตไม่ได้
การบำเพ็ญบารมีเท่านั้น............จึงแก้อาถรรพ์ให้ชีวิตได้
cr..ลี้ลับในศรัทธา มิติใต้บาดาล

25.6.17

เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (4)



เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (4)

เจ้ากรรมนายเวรทำให้ไม่มีคนเชื่อถือ หรือทำงานแล้วไม่มีคนเห็นคุณค่า

นอกจากปัญหาการทำงานหนักแล้วไม่เห็นผลแล้ว ปัญหาหนักอกของคนที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (4)ต้องประสบก็คือ การที่ทำงานแทบตายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้วถูกคนอื่นมองข้ามไม่ให้ความเชื่อถือหรือไม่เห็นความสำคัญก็เป็นความทุกข์หนักอย่างหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอย่างหนึ่งสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ดีมาก ดีกว่าคู่แข่งในท้องตลาดเดียวกันเสียด้วยซ้ำแต่ ลูกค้าส่วนใหญ่กลับไปใช้บริการของคนอื่นแทนทั้ง ๆที่สินค้าผลิตได้ไม่ดีเท่าหรือทำงานหนัก สร้างคุณงามความดีแทบตายแต่เพื่อนหรือเจ้านายกับไม่มีใครเห็นคุณค่าทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องของทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่

ว่ากันด้วยเรื่องของกรรมใหม่ก็เนื่องด้วย แม้ว่า เราจะเป็นคนมีความสามารถทำงานได้ดีแต่ชอบที่จะพูดโกหกหรือไม่รักษาสัญญาเป็นประจำ เช่นชอบเบี้ยวนัด ไม่รักษาเวลา หรือไม่รักษาคำพูดที่ตนเองเคยได้ให้สัญญาเอาไว้ พอถูกทวงถามก็มักใช้คำพูดหยาบคาย ประชดส่อเสียดกระทบกระแทกแดกดันอยู่บ่อยครั้ง อย่างนี้ แม้จะทำงานได้ดีและเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดกับตนได้

หากเป็นเรื่องของกรรมเก่า เจ้ากรรมนายเวรตามมาเอาคืนก็เป็นเพราะ ในอดีตชาติ เป็นผู้ที่มีจิตริษยาอย่างรุนแรงกลัวคนอื่นจะได้ดีเท่าเทียมกับตน จึงคอยกลั่นแกล้งหรือไปปิดบังผลงานของคนอื่นแล้วเอามาเป็นผลงานของตนหรือ ใช้วาจาโกหกใส่ร้ายให้คนอื่นเสื่อมเสียทั้งในชื่อเสียงหรือแม้แต่เสียทรัพย์

หรืออาจจะเคยเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงบริวารเอาไว้แต่มีนิสัยชอบที่จะกักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้สัตว์เหล่านั้นไปไหนมาได้ขาดความเป็นอิสระ เลี้ยงแบบทิ้ง ๆขว้าง ๆ เคยใช้วาจาสนับสนุนให้ผู้อื่นได้ทำความผิดที่เป็นโทษ ได้ยุยงให้กระทำเรื่องไม่ดีโดยไม่สนใจบาปบุญคุณโทษเพราะเห็นว่าใคร ๆเขาก็ทำกัน

หรือเคยไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือให้สัญญากับพระอริยะเจ้าไว้ว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ถวายให้เมื่อท่านได้อำนวยพรให้ได้สมความปรารถนาแล้ว ตนเองกลับไม่กระทำการที่ได้ให้สัญญา  หากเป็นการกระทำที่เกี่ยวกับบุญ ก็คือมักทำบุญแบบผิด ๆ โดยนำเงินหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นฝากมาทำบุญไปใช้ในทางอื่น เช่น เพื่อนฝากใส่ซองมาทำบุญในงานบวช ตนเองกลับเอาไปถวายที่อื่นโดยคิดว่าน่าจะได้อานิสงส์มากกว่า หรือแม้แต่ ลืมทำบุญให้ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม เศษกรรมที่เหลือมาทำให้เจ้ากรรมนายเวรตามมา เพื่อฉุดรั้งเอาไว้ไม่ให้พบกับความเจริญได้ง่าย ๆ

Cr....ธ. ธรรมรักษ์

23.6.17

เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (3)



เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (3)

เจ้ากรรมนายเวรเป็นเหตุทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกอยู่ไม่เป็นสุข หรือ ไร้คู่ไร้ผู้สืบสกุล

ปัญหาครอบครัว ,คู่ครองเป็นปัญหาโลกแตกที่คนในสังคมทุกวันนี้พบว่ามีความยุ่งยากวุ่นวาย
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (3)มากขึ้น ตั้งแต่แต่งงานกันไปแล้วอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุขครอบครัวแตกแยก ไปจนถึงคนที่ต้องอ้างว้างเดียวดายไม่มีคู่ หรือมีคู่แล้วก็ไม่อาจมีบุตรสืบสกุล

หากว่ากันได้ด้วยเรื่องปัญหาคู่ครอง ครอบครัวมีปัญหาเช่น คนที่เป็นภรรยามักจะถูกสามีทำร้ายอยู่บ่อย ๆและไม่อาจหาทางแก้ปัญหาได้ต้องยอมทนให้สามีกระทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยไป มีสาเหตุทั้งจากเรื่องของกรรมใหม่และกรรมเก่า แต่มีกรรมใหม่เป็นเหตุหลัก

คือ รู้อยู่ว่าสามีตนในอดีตก่อนที่จะคบกันและแต่งงานกัน เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนหรือเอาแต่ใจตนไม่ยอมใครอยู่แล้ว ก็ยอมรับข้อเสียที่เขามีอยู่ได้โดยดุษณี หรือสาเหตุที่มีอะไรมาบังตาจนมองไม่เห็นความเลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวของอีกฝ่าย

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ กรรมไม่ดีของตนเองที่มองไม่เห็นเช่น ภรรยาก็เป็นคนรักสนุกชอบเที่ยวกลางคืน,ดื่มเหล้า, ติดการพนันไม่ดูแลครอบครัวหรือแม้แต่คบหาชายอื่นจึงเป็นเหตุให้ครอบครัวแตกแยกอยู่ไม่เป็นสุข

หากเป็นในเรื่องของกรรมเก่า ที่แม้ว่าตนเองจะประพฤติตัวได้ดีทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แต่ก็ยังไม่วายเดือดร้อนมีปัญหากันในครอบครัวไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ก็เนื่องจากกรรมเก่าที่มีเจ้ากรรมนายเวรตามมาเพื่อที่จะให้ชดใช้  เช่น ในอดีตชาติเคยเป็นผู้ที่ชอบยุยงให้ครอบครัวตนเองหรือผู้อื่นต้องมีความแตกแยกกันด้วยการกระทำทั้งกาย วาจาและใจ คอยยุยงให้สามีเกลียดพ่อแม่ ยุยงให้คู่ครองคนอื่นผิดใจกัน เป็นสาเหตุให้คนต้องทะเลาะจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ใช้วาจาส่อเสียดโดยการกระทำทั้งหมดนั้นมีพื้นฐานทางจิตใจที่เป็นอกุศลเห็นความแตกแยกเป็นความสนุก

หากเป็นผู้ที่มีกรรมไม่มีคู่ครองหรือมีคู่แล้วไม่มีบุตรทั้งที่ในชาติปัจจุบันประพฤติตนอยู่ในศีลข้อ 3 ก็ด้วยเหตุแห่งกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการไม่ให้มีคู่ครองหรือบุตรสืบสกุล เนื่องจากในอดีตชาติเคยไป ผิดลูกเมียผู้อื่นมาก่อนทำให้คู่ครองของเขาเกิดความเจ็บช้ำน้ำใจผูกจิตอาฆาตสาปแช่งคืนไม่ให้มีคู่ครองหรือมีลูกด้วย

หรือไม่เช่นนั้นก็ได้ไปกระทำกรรมอันหนักไว้ เช่นเคยสังหารลูกเมียผู้อื่นโดยเจตนาเมื่อได้รับโทษโดยต้องสังเวยชีวิตคืนในชาติถัดไปแล้ว เศษกรรมอันนั้นที่เหลืออยู่ยังส่งผลมายังชาติปัจจุบันทำให้ต้องร้างคู่ครองหรือไม่มีบุตรอีก

ไม่ต้องสงสัยเลยใช่หรือไม่ครับว่าการที่เจ้ากรรมนายเวรตามมาให้ชดใช้หนี้ในข้อนี้นั้นเพราะได้กระทำผิดศีลข้อ 3 อยู่บ่อย ๆนั่นเอง

Cr....ธ. ธรรมรักษ์

21.6.17

เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (2)



เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (2)

เจ้ากรรมนายเวรคอยขัดขวาง ทำให้ต้องเสียทรัพย์หรือทำงานหนักแล้วไม่ได้ผล

เรื่องจริงอย่างหนึ่งที่ว่า มีหลายคนที่พอจะหาทรัพย์มาได้มากแต่กลับพบว่าไม่สามารถจะเก็บ
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (2)รักษาทรัพย์สินที่หามาไว้ได้มีเหตุจะต้องจ่ายหรือสูญเสียทรัพย์ไปโดยใช่เหตุ หรือไม่ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทำให้ต้องสูญทรัพย์อยู่เสมอ แม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงดีแต่ก็ได้รับความยากลำบากในชีวิตไม่มั่งมี หรือจะสุขสบายได้เหมือนคนอื่น ๆ

ประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้พบคือ มีเจ้าของกิจการโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานผลิต “ถ่านหุงต้ม” เจ้าของโรงงานเพิ่งจะสร้างเตาเผาถ่านแบบใหม่เสร็จซึ่งเป็นเตาที่ควบคุมการเผาด้วยไฟฟ้าได้ไม่นาน ภายหลังจากที่ได้ทดลองใช้เตาแบบใหม่ก่อนจะใช้งานจริงได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นโดยเกิดไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุทำให้เตาเกิดลุกไหม้ มูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลทั้ง ๆที่เป็นของใหม่ เสียเวลาและทรัพย์ไปอย่างมากมายและไม่อาจโทษใครได้เพราะเป็นอุบัติเหตุ

เรื่องนี้เป็นได้ ทั้งกรรมเก่าและใหม่ผสมรวมกัน หากเป็นเรื่องของกรรมใหม่ในปัจจุบันก็เพราะ เจ้าของโรงงานมีความประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวังในการดูแลอุปกรณ์หรือมีการตรวจสอบสภาพให้ดีก่อนจนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

หากว่ากันด้วยกรรมเก่าหรือเศษกรรม ในอดีตชาติหรือแม้แต่ในชาติปัจจุบันเคยได้ไปคดโกงผู้อื่นเอาไว้มาก ตนเองอาจเป็นต้นเหตุไปทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์โดยก่อความเดือดร้อนทิ้งไว้โดยไม่สนใจจะรับผิดชอบ แต่ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน หรือไปขโมยของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่สำนึกผิดเสียใจ จึงต้องรับผลกรรมคืนเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเรื่องของการทำงานหนักแล้วไม่ได้ผลหรือไม่เจริญเสียทีนั้น ก็เป็นปัญหาของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานหลายๆ คนต้องประสบและมีคำบ่นตัดพ้อว่า เหตุใดจึงไม่เจริญในหน้าที่การงานเสียที ทั้ง ๆที่ตั้งใจทำงานและได้ทำอย่างสุดฝีมือแล้วแทบจะไม่มีเวลาได้พัก แต่ผลสัมฤทธิ์ผลของงานเกิดได้น้อยเรื่องนี้ก็มีเหตุมาจาก เจ้ากรรมนายเวรผสมรวมกับกรรมใหม่คอยฉุดรั้งไว้เช่นเดียวกัน

คนที่ทำงานหนักแล้วหาทรัพย์ได้น้อยหรือทำงานไม่ได้ผลตามที่ต้องการนั้นเป็นเพราะว่า “กรรมในปัจจุบัน” ที่ตนเองนั้นเป็นคนไร้ความเมตตา ชอบที่จะไล่คนอื่นที่มาขออาศัยใช้พื้นที่ของตนทั้ง ๆที่ตนเองก็ไม่ได้ใช้ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสมัยนี้ก็เช่น พื้นที่หน้าบ้านของบางคนจะติดกับถนนใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ของหลวง แล้วชอบนำเก้าอี้หรือแผงกั้นพื้นที่นั้นไว้ไม่ให้ผู้อื่นได้รับความสะดวก  เขียนป้ายไว้ว่าห้ามจอดรถทั้งที่จริงๆพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่พื้นที่ของตนเอง

หากเป็นเหตุด้วยกรรมเก่า ก็คือในอดีตชาติเคยเป็นผู้ที่กดขี่ผู้อื่นให้เขาทำงานให้ แต่ไม่ยอมจ่ายผลค่าตอบแทนตามที่เขาควรจะได้รับ มีความเห็นแก่ตัวพยายามกีดกันให้คนอื่นทำงานให้มาก ๆแต่ตนเองจ่ายออกไปน้อย ๆ ไม่ยอมให้ใครมาได้ดีไปกว่าตนเอง หรือชอบแอบอ้างบุญของผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อคนอื่นเขาทำบุญก็บอกว่านี่เป็นการทำบุญของตนเอง อย่างนี้เป็นต้น

เจ้ากรรมนายเวรเขาก็สมควรได้ทรัพย์ที่พึงมีเป็นของตนเช่นเดียวกับเรา ถ้าหากเราไปโกงเขามา ไปทำให้เขาเดือดร้อนในทรัพย์ ย่อมไม่พ้นกับการโดนทวงเอาคืนอย่างแน่นอนหากว่าด้วยข้อศีลก็เป็นเพราะผิดศีล ข้อ 2 อยู่เสมอชอบไปลักทรัพย์ผู้อื่น หรือไปพึงเบียดเบียนทรัพย์คนอื่นมาในทางไม่สมควรเมื่อกรรมตามทันแล้ว จึงไม่สมควรจะได้รับทรัพย์ที่ตนไม่ควรจะมีเช่นกัน

cr....ธ. ธรรมรักษ์

18.6.17

เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (1)



เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (1)

เจ้ากรรมนายเวรทำให้เสีย สุขภาพ, อวัยวะ หรือแม้แต่ ชีวิต

เคยสงสัยบ้างหรือไม่ครับว่า เพราะเหตุใดบางคนจึงมีอายุสั้น หรือ บางคนมีโรคประจำตัวร้ายแรง,บางคนพิการมาแต่กำเนิด หรือไม่ก็มีเหตุต้องให้เกิดอุบัติเหตุในภพชาติปัจจุบันจนร่างกาย
เจ้ากรรมนายเวรทำอะไรเราได้บ้าง (1)พิการจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติ บางคนที่เจ็บป่วยก็ต้องเจ็บป่วยเป็นแบบเรื้อรัง คอยรบกวนการทำงานเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตในหลาย ๆด้าน ในขณะที่บางคนมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ปีหนึ่ง ๆป่วยแทบจะนับครั้งได้หรือไม่ป่วยเลย

เหตุผลของการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บนั้นเกิดขึ้นโดย ผลกรรมปัจจุบันและเจ้ากรรมนายเวร(กรรมเก่า)ด้วยกันทั้งสิ้น ว่ากันในเรื่องกรรมปัจจุบันก่อน หากคุณเป็นคนที่ทำงานหนักอยู่แล้วอีกทั้งยังไม่สนใจเรื่องสุขภาพของตนเอง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เป็นประจำ เจ็บป่วยเล็ก ๆน้อย ๆก็ไม่ยอมรักษาคิดว่าจะหายไปได้เองพอปล่อยเอาไว้นานเข้าก็กลายเป็นอาการเรื้อรังจนรักษายาก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเจ็บป่วยที่ได้เกิดขึ้นจาก “กรรมปัจจุบัน” ที่เราเป็นคนได้ทำเอาไว้

ส่วนเศษกรรม หรือ กรรมเก่าที่เหลือก็มีโอกาสเกิดจากเจ้ากรรมนายเวร ด้วยเหตุแห่งกรรมเก่านั้น ในอดีตอาจได้เคยเบียดเบียนชีวิตสัตว์ หรือ ผู้คนจำนวนมากเอาไว้ จนทำให้ต้องรับเศษกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรมาคอยรังควานทำให้ เกิดโรคภัยหรือไม่ก็ถึงกับเสียชีวิตไปเลยก็มี

เรื่องนี้ผู้เขียนยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบด้วยตัวเอง ในสมัยที่ได้บวชเรียนอยู่ในชั่วโมงเรียนวิชาธรรม นั้นมีเพื่อนที่บวชเรียนด้วยกันหลวงพี่ท่านหนึ่ง  ท่านมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบหืดต้องคอยเอายาพ่นมาฉีดอยู่เสมอ

ในเรื่องอาการเจ็บป่วยของแต่ละบุคคลนั้นหากยังไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรม เรื่องของเจ้ากรรมนายเวร ผู้เขียนก็คงคิดแต่เพียงว่านี่เป็นเรื่องปกติของคนเราที่ย่อมมีโรคหรือความทุกข์ที่แตกต่างกันไป

แต่เมื่อพระอาจารย์ผู้สอนวิชาธรรมได้เห็นหลวงพี่ท่านนี้ ท่านก็ได้ทักเอาว่า เมื่อก่อนหน้านี้ที่จะมาบวชหลวงพี่เคยมีพฤติกรรมชอบฆ่าสัตว์โดยการ “ตัดลมหายใจ” บ้างหรือไม่ เมื่อได้ยินคำถามนี้เข้าท่านก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป และยอมรับว่าในสมัยเด็ก ๆ มีนิสัยชอบเล่นซน เห็นมดไต่ตามที่ต่าง ๆไม่ได้ ชอบที่จะเอาแก้วปากแคบ ๆมาครอบมดเหล่านั้นไว้ให้มันค่อย ๆขาดอากาศหายใจแล้วก็ตายไปเอง !!

เมื่อได้ฟังเรื่องราวนี้แล้ว ผู้เขียนจึงได้เล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งอีกเรื่องหนึ่งให้พระอาจารย์ท่านได้ฟัง เป็นเรื่องราวของเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งที่ คน ๆนี้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามมาก ชอบทำบุญกุศลและตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอยู่ตลอดเวลาและตั้งใจเรียนมาก แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด เขาจึงต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยอุบัติเหตุ

พระอาจารย์จึงได้ตอบคำถามว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ เจ้ากรรมนายเวรได้มาขอให้ผู้ที่ทำกรรมนั้นได้ชดใช้คืนในสิ่งที่เขาเคยได้ทำลงไป เป็นเรื่องของกรรมเก่าในอดีตที่มองไม่เห็นและไม่อาจจะแก้ไขได้ทันเวลาเขาจึงต้องได้รับผลกรรมนั้น โดยในอดีตชาติคงจะได้สร้างกรรมในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่นไว้เป็นอันมาก ด้วยเศษกรรมที่เหลือแม้ในชาตินี้เกิดมาจะเป็นคนดีสร้างบุญกุศลไว้เพียงใดก็ไม่ทันเวลาที่กรรมเก่าจะไล่ตามจนทันจึงเป็นเหตุให้เขาอายุสั้น

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึง หมดปัญหาสงสัยในเรื่องกรรมที่ว่า คนที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีโรคเบียดเบียนอยู่เสมอ พิกลพิการ หรืออายุสั้นก็เพราะเจ้ากรรมนายเวรต้องการให้ชดใช้ในสิ่งที่เขาต้องสูญเสียไป ยิ่งได้พิจารณาในตัวอย่างเศษกรรมที่พระพุทธองค์ได้รับด้วยอาการประชวรด้วยโรคท้องร่วงจนพระบังคนเป็นเลือดก็เป็นตัวอย่างที่ดีและเห็นได้ชัดเจนแล้ว

หากจะว่ากันด้วยหลักของศีลแล้วก็เพราะ คนที่ได้รับผลกรรมด้านสุขภาพและต้องมีเหตุให้อายุสั้นเนื่องจากได้ทำผิดศีลข้อ 1 ชอบฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ทางกายอยู่เป็นประจำนั่นเอง

cr...ธ. ธรรมรักษ์

16.6.17

วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)



วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)

เราทราบมาแล้วว่า เจ้ากรรมนายเวรนั้นมี 2 ชนิดคือแบบที่ยังมีชีวิตและไม่มีชีวิต การติดหนี้เจ้ากรรมนายเวรอยู่ทั้งสองแบบนี้ มีความเหมือนกันตรงที่มีลักษณะของ “การเป็นหนี้เหมือนที่เรา
วิธีทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจและเลิกอาฆาต (ทาน)เป็นหนี้เงินคนอื่น” เมื่อเรายืมเงินเขามา เราเป็นหนี้เขาไปทำให้เขาเสียหายแล้วยังไม่ได้ใช้คืนเสียที เมื่อเจ้าหนี้เขาตามมาทวงหากเราบ่ายเบี่ยงไม่ยอมใช้ก็ย่อมทำให้เขาโกรธตามราวีไม่จบไม่สิ้นเรื่อย ๆไป

พอถึงเวลามีเงินแล้วเอาไปคืนเขา หากเป็นเจ้าหนี้ที่ใจดีได้เพียงได้คำขอโทษก็คงเลิกแล้วต่อกันไปก็ถือว่าหมดเวรหมดกรรมต่อกัน แต่หากเป็นเจ้าหนี้ที่ยังมีความแค้นในใจเพราะโกรธในการผิดสัญญาก็ต้องการสิ่งชดเชยเพิ่ม นอกจากต้องการคำขอโทษแล้วก็ต้องได้สิ่งตอบแทนอย่าง “เงินดอกเบี้ย” จึงจะทำให้เขาพอใจและเลิกอาฆาตได้

ในภาคต้นเราได้รู้จักเจ้ากรรมนายเวรของเราแล้ว ก็เป็นการง่ายที่เราจะได้ชดใช้ได้เจ้ากรรมนายเวรถูก สิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งสองแบบต้องการก็คือ “ความสุข” และสิ่งที่สามารถจะทำให้เขามีความสุขได้นั้นไม่ใช่เงินหรือทรัพย์ใด ๆแต่เป็น “บุญ”นั่นเอง ขั้นตอนการที่จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกอาฆาตได้มีดังต่อไปนี้



“เพียรสร้างบุญบริสุทธิ์”

บุญบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายต้องการมาก เรื่องของการทำบุญทำทานนั้นคงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนและคนที่ใจบุญอยู่แล้ว  แต่อาจเป็นเพราะความประมาทพลั้งเผลอหรือความเข้าใจผิด ทำให้บางครั้งในการสร้างบุญกุศลแต่ละครั้งอาจจะมี “บาป” มาเจือปนอยู่ จึงทำให้อานิสงส์ผลบุญที่ทำนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควรเพราะบาปหรือกรรมไม่ดีเหล่านั้นจะตัวที่สร้างความ “ขุ่นข้อง” ขึ้นมาในบุญจนเป็นเหตุที่จะไปขัดขวางผลแห่งความดีที่จะเกิดขึ้นไม่ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

หากจะเปรียบเทียบให้ชัดก็เปรียบได้เหมือนน้ำที่ยังไม่สะอาด เมื่อเราต้องนำมาใช้ผสมกับสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำมารักษาโรค น้ำที่ใช้ก็ควรจะใช้นำสะอาดเท่านั้นมาผสมทำยา ถึงจะรักษาโรคให้หายขาดได้  แต่การที่เรานำน้ำที่มีสิ่งสกปรกหรืออะไรก็ตามที่มีสิ่งเจือปนมาผสม ก็จะทำให้ฤทธิ์ของยานั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นแทนที่สามารถทำให้บรรเทาอาการให้ทุเลาลงอาจกลับกลายเป็นว่าโรคหายได้ช้าหรือไม่หายเลยก็ได้ดีไม่ดีจะทำให้ทรุดหนักลงไปอีก

การทำบุญให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยสร้างบุญบารมีให้ส่งผลเต็มที่กับชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับน้ำเรื่องน้ำบริสุทธิ์ที่ใช้ผสมกับตัวยาที่ดียังผลให้รักษาโรคร้ายให้หายขาด เราทุกคนควรเรียนรู้เรื่องบุญนี้ไว้และนำมาใช้กับชีวิตของตนให้มากที่สุด

การสร้างบุญบริสุทธิ์นั้นมีหลักการง่ายๆ  3 ขั้นตอนคือการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนาเป็นบันได 3 ขั้นของการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องแต่ขอให้เข้าใจว่า การสร้างบุญนั้นมีระดับของผลบุญที่จะเกิดขึ้นในตัวของมันเองแตกต่างกันไป

การทำบุญโดยการให้ทานนั้นไม่ว่าจะเป็นการให้ทานโดยให้ของประณีตหรือของที่หยาบ เป็นของที่มีค่าน้อยหรือเป็นของที่มาก เป็นสิ่งของก่อสร้างใหญ่โตหรือแม้แต่เศษสตางค์เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการรักษาศีล

ในเรื่องของการรักษาศีลนั้นไม่ว่าจะเป็นถือศีล 5  ซึ่งเป็นศีลชั้นต้น ศีล 8 และศีล 10 ซึ่งเป็นศีลชั้นกลาง หรือไปจนถึงศีล 227 ซึ่งเป็นศีลอย่างอุกฤษฏ์ หรือ ศีลขั้นสูงแม้ว่า เราจะรักษาศีลให้มีความบริสุทธิ์นานเท่าไหร่ก็ตามก็ยังได้บุญบารมีน้อยกว่าการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดในการสร้างบุญเพราะเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพสิ่งต่าง ๆให้เห็นไปตามความเป็นจริงทำให้จิตสะอาดจนหมดกิเลสในที่สุดเมื่อจิตสะอาดการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะพลอยสะอาดไปด้วย

เรื่องการสร้างบุญให้บริสุทธิ์จำง่ายๆว่าเป็นบันไดบุญ 3 ขึ้นไล่เรียงกันขึ้นไป “จะลัดไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั้นไม่ได้” เพราะเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยต้องเริ่มมาจากการให้ทานเสียก่อน

1.            ทาน
การให้ทานเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญยิ่ง การให้นั้นจะเป็นการลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ลง เหมือนล้างยาวเหนียว ๆที่เกาะกุมจิตใจและเป็นเครื่องปิดกั้นไม่ให้เปิดโอกาสไปสร้างบุญในหนทางอื่นต่อไป การเรียนรู้การเป็นผู้ให้นั้นจะทำให้เรากลายเป็นที่รักต่อสิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ ทานที่เราทำนั้นมีอยู่ 4 ขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ได้บุญบารมีมากและจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทานนั้นได้แก่

1.1       วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์

คำว่า บริสุทธิ์นั้นเราทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งสกปรกใดๆหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเจือปน ถ้าเป็นเงินที่เรานำมาทำบุญนั้น ก็ต้องเป็นเงินทองที่เราหามาได้ด้วยความสุจริต มาจากการหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเราเอง เช่นเงินที่มาจากค่าแรง,ค่าตอบแทน,เงินเดือนในการลงแรงทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นมา เช่น การขโมยเงินของผู้อื่นมาทำบุญรวมถึงเงินจากการพนัน และการค้าขายอย่างเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมาทำบุญทำทานด้วย

เงินจากพนันนั้นเป็นเงินมาจากความชั่วมาจากความเสื่อมเพราะ เมื่อมีคนได้ทรัพย์ก็ต้องมีคนที่เสียทรัพย์ หลายคนโต้แย้งเรื่องวัตถุทานชนิดนี้อย่างไม่เข้าใจว่า ถ้าหากเงินนั้นได้มาจากการถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ที่ทางบ้านเมืองเขาบอกว่าถูกกฎหมายแล้วเงินนั้นจะไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร

ความจริงแล้วบางเรื่องบางอย่างที่เราเห็นว่าถูกกฎหมายนั้นในทางธรรมนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ถูกอบายมุขทั้งหลาย เช่นเหล้า,บุหรี่, การฆ่าสัตว์, หวย, การค้าหุ้นที่เข้าข่ายการพนัน,การค้ามนุษย์หรือค้าประเวณี เงินเหล่านี้แม้ได้มาอย่างถูกกฎหมายก็จริง แต่ถือว่าไม่บริสุทธิ์สำหรับการสร้างบุญเรื่องนี้พอมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัด

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหัวหน้าสำนักนางโลมที่มีชื่อว่า “ยายแฟง”ได้เรียกเก็บเงินมาจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราการทำงานที่นางโลมแต่ละคนได้มาครั้ง 25 สตางค์ ยายแฟงจะหักเอาไว้ 5 สตางค์แล้วสะสมเอาไว้เช่นนี้เรื่อย ๆจน ยายแฟงได้เงินมากถึง 2,000 บาท แล้วนำเงินนั้นไปสร้างวัดขึ้นมาหมายจะถวายให้เป็นทานใหญ่
เมื่อวัดสร้างเสร็จ ยายแฟงก็เกิดความปลื้มปีติเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังติดใจสงสัยในเรื่องวัตถุทานในวิธีที่แกได้มา จึงไปนมัสการถามหลวงพ่อโต วัดระฆัง (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ว่าการที่แกเองได้สร้างวัดด้วยเงินสะสมทั้งหมดขนาดนี้จะได้บุญกุศลมากมายขนาดไหนและได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโตท่านก็ได้ให้เมตตาตอบปัญหาว่า ยายแฟงจะได้บุญเพียง “ประมาณ 1 สลึง” เท่านั้น

การที่ยายแฟงได้บุญน้อยเช่นนี้เพราะวัตถุทานที่ได้มาเป็นการเบียดเบียนจากผู้อื่นมาโดยเขาไม่เต็มใจจะให้ กรณีนี้รวมไปถึงผู้ที่ทำการค้าขายเอากำไรเกินจริงผลกำไรที่ได้มาเพราะความโลภจัดจนเกินส่วนที่ตนควรจะได้นั้นแม้จะเอามาทำบุญก็ไม่มีความบริสุทธิ์มากพอโดยนัยเดียวกัน

นอกจากเงิน,แหล่งที่มาของเงิน,วิธีการที่ได้เงินไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ควรจะเอามาทำบุญแล้ว ยังรวมถึงไปถึงวัตถุทานต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำบุญใส่บาตรด้วยอาหาร เช่นการไปฆ่าสัตว์เพื่อนำทำอาหารแล้วนำมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ บุญที่ได้รับนั้นก็จะมีบาปเจือปนอยู่ด้วยคือไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำบุญ

หรืออย่างเช่น การไปขโมยผลไม้ ไปเด็ดดอกไม้ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตโดยหวังจะนำมาถวายพระ การไปขนทราย ,ขนดิน, ขนปูนเพื่อจะนำไปสร้างวัดโดยไปบังคับเอาของๆ คนอื่นมาเพื่อต้องการจะนำไปทำบุญให้กับทางวัด อย่างนี้วัตถุทานทั้งหลายที่ได้มาโดยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจจะให้ย่อมไม่เกิดผลบุญที่บริสุทธิ์ทำไปก็แทบไม่ได้อะไรเลย

เรื่องของวัตถุทานนั้นมีหลายกรณีที่เราต้องใช้สติและปัญญาในการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า มีความบริสุทธิ์เพียงพอหรือไม่ ยิ่งวัตถุทานบริสุทธิ์มากเท่าใด ผลบุญนั้นก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นมากเท่านั้น การให้ทานไม่จำเป็นต้องเป็นของประณีตมาก ทุกอย่างไม่สำคัญเท่ากับเหตุแห่งการได้มาด้วยการกระทำที่บริสุทธิ์และทำด้วยตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ทำแล้วไม่เดือดร้อน จึงจะเป็น วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด

เพราะหากได้มาไม่บริสุทธิ์แล้ว นอกจากเจ้ากรรมนายเวรเก่าจะไม่พอใจยังเป็นการสร้างเจ้ากรรมใหม่ขึ้นมาให้ต้องตามชดใช้กรรมกันต่อไปอีก

1.2       ผู้ให้นั้นมีเจตนา บริสุทธิ์

หมายความว่า คนที่ให้ทานนั้นดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ มีเจตนาที่ดีไม่หวังผลตอบแทนอยู่ทั้งสามช่วงเวลาในการทำทาน คือ ช่วงก่อนให้ทาน, ในขณะที่กำลังให้ทาน และหลังจากให้ทานไปแล้ว หากผู้ให้ทานยิ่งเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรมมากด้วยแล้วตัวของทานก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญเรื่องเจตนานั้น เราต้องระวังอย่าทำทานเพราะเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ คือการทำทานเพราะ ต้องการหวังผล ,ทำทานเพราะต้องการเอาหน้า, ทำทานเพราะต้องการปิดบังความชั่ว เพราะการให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ประการนี้จะไม่ได้บุญเลยหรือถ้าได้ก็ได้น้อยเต็มที เหมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมอาบอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจด

เจตนาของทานจะมีความบริสุทธิ์จะมีความบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก หากผู้ที่ได้ทำทานนั้นได้ทำทานไปพร้อมกับการพิจารณาสิ่งของวัตถุทานทั้งหลายด้วยปัญญา โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เราครอบครองอยู่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างแท้จริงแล้วเป็นของที่มีอยู่ประจำโลก เป็นสิ่งที่มีไว้ชั่วคราว เป็นของกลางๆ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน เมื่อถึงเวลาวัตถุนั้นมันก็มีความเสื่อมสลายไปเป็นเสมือน “สมบัติผลัดกันชม” เท่านั้นเอง ไม่ได้สละกันวันนี้ก็ต้องทิ้งต้องสละในตอนสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ คือ สิ่งของทั้งหลายล้วนเสื่อมสลาย (อนิจจัง) เป็นทุกข์ไม่อาจคงทนและตั้งอยู่ได้ตลอดไป (ทุกขัง) และไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งเลย ( อนัตตา)

1.3 ผู้รับนั้นบริสุทธิ์

การที่คนรับนั้นมีความบริสุทธิ์ เราเรียกกันว่าเป็นผู้ที่มี “เนื้อนาบุญ”ที่ดี เนื้อนาบุญนั้นจะเป็นใครก็ได้ จะเป็นคนธรรมดา,สามเณร,แม่ชี, พระภิกษุ หรือแม้แต่สัตว์ก็ได้ทั้งนั้น แต่การมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพียงใดขึ้นอยู่กับการ “ถือศีล” ในบุคคลนั้น

ยิ่งผู้ที่มีเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ด้วยการถือศีลมากเพียงใดข้ออานิสงส์ผลบุญที่เราทำก็จะยิ่งเพิ่มพลังมากขึ้นเหมือนเราหว่านเมล็ดข้าวลงในผืนดิน ถ้าเมล็ดข้าวตกไปในผืนดินใดก็ตามที่มีปุ๋ยมีน้ำที่บริบูรณ์ เมล็ดข้าวที่งอกเงยขึ้นมาก็จะงอกเงยสมบูรณ์ดีเยี่ยม

แต่ถ้าเมล็ดข้าวใดที่ตกลงไปในดินที่ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยหรือเนื้อนาบุญไม่ดีเป็นคนไม่มีศีลหรือมีศีลอยู่น้อย เมล็ดข้าวหรือบุญนั้นก็จะไม่งอกเงยขึ้นมาได้ หรือถึงแม้จะงอกต้นข้าวก็ไม่สมบูรณ์ดี หากเป็นบุญก็จะทำให้บุญนั้นส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

เพราะอย่างนี้พระพุทธเจ้าถึงได้มีพระดำรัสตรัสเอาไว้ เรื่องเนื้อนาบุญว่า แม้วัตถุทานที่มีความบริสุทธิ์ เจตนาทำทานก็บริสุทธิ์แต่ผลบุญของความบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญตามลำดับของผู้รับ คือ สัตว์เดรัจฉาน,มนุษย์ผู้ไม่มีศีล,มนุษย์ผู้มีศีล 5, มนุษย์ผู้มีศีล 8,สามเณร,พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์, พระภิกษุชั้นอริยสงฆ์โสดาบัน,พระสกิทาคามี,พระอนาคามี,พระอรหันต์,พระปัจเจกพุทธเจ้า,และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

การที่พระองค์จัดลำดับไว้อย่างนี้เพราะว่า เป็นการทำทานหากได้ทำให้กับผู้รับที่ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ผู้ให้ก็ยิ่งมีความรู้สึกอิ่มเอิบใจเป็นสุขมากเท่านั้นไม่มีความรู้สึกเสียดายหรือตระหนี่มาเกาะกุมหัวใจอีกต่อไป

การจะดูให้รู้ว่าเนื้อนาบุญนั้นบริสุทธิ์ในระดับใด ถ้าเป็นคนธรรมดาเราอาจจะดูง่ายคือ คน ๆนั้นมีความประพฤติทั้งทางกาย วาจา และใจดี ดูแล้วน่าคบหาน่าเสวนาด้วยอันเป็นบุกลิกภาพของคนที่มีศีลธรรม แต่สำหรับผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุ เราต้องดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญว่าท่านปฏิบัติได้ดี ปฏิบัติได้ตรง ปฏิบัติได้สมควรกับความเป็นพระสมณะหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ท่านเป็นพระที่เราไปทำบุญด้วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงหรือสมณศักดิ์ที่เหล่ามนุษย์ทั้งหลายเป็นคนยกยอปอปั้นท่านอันเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาในโลก

เรื่องสมณศักดิ์สิ่งสมมติทั้งหลายนี้ บางครั้งพระสงฆ์หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติดีนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะได้หลงทางไป เพราะท่านถูกกิเลสครอบงำจนหลงทางบุญหลงทางธรรมไป ซึ่งเราคงเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก พระบางรูปนั้นก็เสื่อมไปตามกรรมเก่าที่ท่านเคยสร้างมาด้วย จะหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

สำหรับพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูงนั้น ขอให้เราสังเกตง่ายๆ ว่าท่านจะมีเมตตาและมีบารมีสูง มีคำสอนที่เราสามารถนำไปปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อชีวิตและผู้อื่นได้จริง ๆ ท่านจะไม่ถือตัวเพราะท่านต้องการโปรดสัตว์ที่ยากลำบากเป็นการสร้างบุญบารมีของท่านเอง ท่านอาจจะมีลูกศิษย์มีบริวารมากหรือไม่มากก็ตามไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะมาสรุปว่าท่านดีหรือไม่ดี

หากคุณผู้อ่านเคยเข้าไปวัดที่สกปรกไม่ค่อยมีผู้ให้ความสนใจดูแลก็จะยังให้เกิดเสื่อมในศรัทธา สิ่งภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้ความประพฤติทั้งหลาย เหมือนกับเราไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนใดที่บ้านรก ๆ เจ้าของบ้านก็มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย หากเป็นบ้านใครที่สะอาดสะอ้านมีระเบียบก็ย่อมแสดงออกถึงวินัยของเจ้าของบ้านเช่นเดียวกัน

วิธีการสังเกตว่า พระภิกษุท่านเป็นผู้มีข้อปฏิบัติดีจริงหรือไม่ ก็คือ ต้องหมั่นไปวัดทำกิจกรรมทางศาสนาบ่อยๆ สังเกตดูเจ้าอาวาส ดูพระลูกวัด ว่าท่านมีวินัยมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติธรรมสวดมนต์สม่ำเสมอหรือเปล่า วัดสะอาดสะอ้านหรือไม่ ถ้าวัดสะอาดเป็นระเบียบมากแสดงว่า พระวัดนั้นมีข้อวินัยและมีการปฏิบัติธรรมเรียนธรรมกันจริง ๆ เพราะวินัยจะเป็นเครื่องกำหนดการปฏิบัติทั้งกิจกรรมภายนอกและความประพฤติต่าง ๆไปในตัว

อย่างสุดท้ายที่จะทำให้ทานนั้นได้บุญสูงที่สุดและทำให้เจ้ากรรมนายเวรพอใจในทาน ก็คือ “อาการของการให้”

นอกจากองค์ประกอบแห่งการให้ทานทั้ง 3 ประการดังกล่าวแล้ว ความคิดที่เป็นจิตเจตนาของผู้ให้ ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย  ที่เห็นได้จากกิริยาอาการที่แสดงออกมาในเวลาให้ทานก็มีความสำคัญมาก เช่นกัน เพราะนอกจากจะบ่งบอกถึงคุณภาพจิตใจของผู้ให้แล้ว ยังมีผลกระทบต่ออานิสงส์ที่จะได้รับและการอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย

อาการแห่งการให้ นี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน” ตามความหมายของพระพุทธศาสนาหมายถึง ทานของสัตบุรุษหรือทานของ “คนดี” คนที่ให้ทานก็จะได้ผลบุญได้อานิสงส์ที่ดีงามตอบสนองทั้งในปัจจุบันและอนาคตทั้งยังส่งต่อไปให้ผู้อื่นช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ไปด้วย แบ่งเป็น สัปปุริสทาน 5 และสัปปุริสทาน 8 ดังต่อไปนี้

cr....ธ. ธรรมรักษ์ 

14.6.17

วิีธีรับมือกับเจ้ากรรมนายเวร


วันนี้ไปเจอบทความบทความนึงมา จากพันทิป เลยอยากเอามาแบ่งปันกันอ่านเป้นเรื่องสำหรับคนที่มีความทุกข์อย่างเราๆกันนี่แหละ แต่ต้องใช้วิจารณญานในการคิดและอ่านกันสักนิด โดยบทความมีดังนี้

อ.นารี บอกผมว่า เจ้ากรรมนายเวรของแต่ละคนนั้น ไม่ได้มีแค่คน สองคน หรือสิบ คน แต่มีนับไม่ถ้วน เพราะเราเกิดมาหายภพหลายชาติมาก ย่อมก่อเวรก่อกรรมกับสรรพสัตว์ ทั้ง คน หรือสัตว์ จนทำให้ เขาเหล่านั้นเจ็บแค้นจากการกระทำของเรา จนตั้งจิตอาฆาต  จองเวรกับเราตามราวีเราเมื่อโอกาสจะอำนวย ยังผลให้เราประสบความวิบัติทั้งเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ครอบครัว และสุขภาพ บางคนถึงขั้นพิการ หรือจบชีวิตลงก็มี


อ.นารีบอกว่า วิธีที่จะให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา อโหสิกรรม หรือยกโทษให้เราเลิกราวี จองล้างจองผลาญกันนั้น หลายคนเข้าใจว่าคือการทำบุญและอุทิศบุญไปให้ เช่น หลังจากที่เราทำบุญครั้งใด เราก็มักอุทิศส่วนบุญนั้น ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเรา และมักจะพูดกันเป็นแบบฉบัยตายตัวว่า

"ขออุทิศผลบุญนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า"

หรือ "ขออุทิศผลบุญนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้าทุกภพทุกชาติ"

ถามว่า คำอุทิศส่วนบุญนี้ทีเรามักพูดกัน ผลแห่งบูญนี้จะถึงเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่


อ.นารี ตอบว่า ผลบุญนั้นถึงเจ้ากรรมนายเวรแน่นอน แต่เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรเรามากมาย และผลบุญนั้นจะกระจายกันไปสู่เจ้ากรรมนายเวรของเราแต่จะได้เพียงแค่อย่างละนิดละน้อยเท่านั้น

เพราะเจ้ากรรมนายเวรของเรามีมากมายนับไม่ถ้วน แต่กำลังบุญของเราที่ทำ 
หากเป็นบุญทั่วไป เช่น ทำบุญถวายสังฆทานแล้วอุทิศให้ ผลบุญนั้นจะถูกกระจายไปอย่างละนิดละหน่อย เช่น ถ้ามีเงิน 100 บาท เราให้คน 1 คน ค่าของเงิน 100 บาทกับ 1 คนนั้นย่อมมีมาก แต่หากเรามีเงิน 100 บาท แต่ให้คน 100 คน เท่ากัย 
แต่ละคนจะได้ค่าเงินน้อยมากคือได้คนละ 1 บาท นี่คือการอุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรแบบไม่เจาะจง 

อ.นารี บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรของเราแม้จะมีมากมาย แต่จริงๆจะมาเล่นงานเราได้แค่บางตนเท่านั้นในแต่ละชาติไม่ได้มาทวงหนี้กรรมเราทั้งหมดทีเดียว แต่จะทยอยมาตามทวงเมื่อถึงวาระเงื่อนเวลาแห่งกรรม

ดังนั้น อ. นารีจึงแนะนำว่า หากเราจะอุทิศผลบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร
ของเราให้ได้ผลที่สุดก็ควรจะอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจะมาทวงหนี้กรรมจากเราก่อน คือที่กำลังเล่นงานเราอยู่ขณะนี้  แต่คำถามคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า เจ้ากรรมนายเวรของเราขณะนี้คือ ใครเพราะเราเองก็ไม่มีญาณหยั่งรู้ได้

อ.นารีบอกว่า แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรของเราขณะนี้คือใครแต่เราสามารถอุทิศส่วนบุญให้กับเจ้ากรรมนาวยเวรแบบเจาะจงโดยคำอุทิศดังนี้

"ขออุทิศส่วนบุญนี้ให้กับ เจ้ากรรมนายเวรที่กำลังมาทวงหนี้กรรมกับข้าพเจ้าในขณะนี้และที่กำลังจะเข้ามาทวงหนี้กรรมกับข้าพเจ้า ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลบุญนี้โดยทั่วกันเถิด"

หากเอ่ยเช่นนี้ผลบุญนั้นจะส่งไปยังเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังเล่นงาน
เราอยู่และกำลังจะมาเล่นงานเรา

อ.นารี บอกว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เราทุกข์เดือดร้อน คือ เจ้ากรรมนายเวรเฉพาะที่กำลังมาทวงหนี้กรรมเราอยู่เท่านั้น ส่วนเจ้ากรรมนายเราอื่นๆของเรา เขายังไม่ถีงเวลามาทวงก็เข้ามาทำอะไรเรายังไม่ได้ ดังนั้นเราควรอุทิศให้กับเจ้าหนี้แห่งกรรมเฉพาะหน้านี้ไปก่อน เหมือนเราเป็นลูกหนี้เงินกู้ และมีเจ้าหนี้ 10 คน เรากู้เงินเขามาคนละ 100 มีเจ้าหนี้ 2 คนกำลังมาตามทวงเราถึงที่บ้าน และเรามีเงิน 220 
เราก็ต้องชำระหนี้คืน 2 คนนี้ไปก่อน  อีก 8 คนยังไม่มาทวงก็ค้างไว้ก่อนได้ 
แต่หากเรามีเงิน 220 แล้วไปคืนให้ ทั้ง 10 คนเลย  พวกเขาจะได้คนละ 22 ซึ่งไม่พอกับที่เขาต้องการโดยเฉพาะ 2 คนที่ถึงเวลามาทวงเรา เขาจะเอาให้ได้ครบตามที่เราเป็นหนี้เขา เขาก็จะตามทวงอยู่เช่นนั้น ดังนั้นเราควรจะให้ชำระให้ 2 คนนี้ไปก่อน

และมีคำถามอีกว่า สิ่งของปัจจัยต่างๆที่เราทำบุญแล้วอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวร 
เขาจะต้องการหรือไม่ เช่น เราทำบุญข้าวสารแล้วอุทิศไปให้ เขาจะพอใจหรือไม่
อ.นารีบอกว่า เปรียบว่า เจ้ากรรมนายเวรเราชอบขนกเค้ก
และอยากให้เราอุทิศขนกเค้กไปให้
แต่เราไม่รู้เพราะสื่อกับเขาไม่ได้ เราก็ไปทำบุญเป็นคุ๊กกี้ไปให้ เขาก็ได้รับคุ๊กกี้
แม้เขาจะไม่พอใจ แต่เขาก็กำลังหิวแม้จะไม่ชอบคุ๊กกี้แต่ก็ทำให้เขาอิ่มท้องได้เช่นกัน

นี่คือวิธีการอุทิศผลบุญให้เจ้ากรรมนายเวรที่ถูกต้อง หรือเพื่อความสบายใจเราก็อุทิศให้แบบเจาะจงตัวหรือแบบไม่เจาะจงก็ได้ครับ

***ปล.พอดีอ่านเจอเลยไม่มีที่มา มันเป็นไฟล์ pdf***

cr...zyrtec  จากพันทิป


คนมีธรรม