ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)
หมายถึง มีความรู้ ความเห็นที่ถูกต้องว่า๑. เป็นทุกข์คืออย่างไร
๒. อะไรคือเหตุให้เป็นทุกข์
๓. สภาวะของความไม่เป็นทุกข์คืออย่างไร
๔. วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ทำได้อย่างไร
ความรู้ ความเห็นที่ถูกต้องทั้ง ๔ ประการ
ถือว่าเป็นใจความทั้งหมดของพุทธศาสนาเลยทีเดียว
และรู้จักกันในชื่อ อริยสัจจ์ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) นั่นเอง
เรามาดูว่า เป็นทุกข์คืออย่างไร กันก่อน
เป็นทุกข์ เป็นความรู้สึกว่าถูกบีบคั้น ไม่สบาย ทนไม่ได้ ทนได้ยาก
ความรู้สึกแบบนี้จะเกิดกับสิ่งต่างๆ ได้มากมายหลายอย่าง
บางอย่างก็ทำให้เป็นทุกข์มาก บางอย่างก็ทำให้เป็นทุกข์น้อย
แต่ละคนก็ยังรู้สึกว่าเป็นทุกข์มากน้อยต่างกันแม้จะเจอะเจอสิ่งเดียวกัน
เช่น เราอาจเสียใจมากเมื่อสัตว์เลี้ยงตัวโปรดตายไป
ในขณะที่ญาติพี่น้องอาจเสียใจเพียงเล็กน้อย
แต่ไม่ว่าใครจะรู้สึกว่าเป็นทุกข์มากหรือน้อยก็ตาม
ก็ล้วนแต่ เป็นทุกข์ ทั้งนั้น
คนทั่วไปนั้นจะรู้สึกว่า การเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์
การต้องตายเป็นทุกข์ การต้องเจอะเจอสิ่งที่ไม่ชอบก็เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากกันเป็นทุกข์ ความไม่สมหวังในเรื่องต่างๆ
เป็นทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ-รำพึงรำพันก็เป็นทุกข์
ความลำบากก็เป็นทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ที่คนทั่วไปรู้จักกันดี
แล้วก็คงไม่มีใครหรอกนะ ที่ปรารถนาจะให้ตัวเองมีชีวิต
ที่เป็นทุกข์แบบนี้ตลอดไป
การเป็นทุกข์แบบที่พูดมานี้ เราคงรู้เห็นและเข้าใจได้ไม่ยาก
เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนหลบหลีกไม่พ้นแน่นอน จะต่างกันก็ตรงที่
ใครจะเจอะเจอเรื่องราวที่เป็นทุกข์มากน้อยกว่ากันเท่านั้น
การที่คนเราเจอะเจอเรื่องราวที่ทำให้เป็นทุกข์มากน้อยไม่เท่ากัน เป็นเพราะ แต่ละคนได้เคยมีเจตนาที่จะกระทำการสิ่งใดเอาไว้ไม่เท่ากัน
เจตนาที่กระทำสิ่งใดไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา หรือใจ ก็ตาม เรียกว่า กรรม
กรรม จึงเป็นเครื่องตกแต่งให้คนและสัตว์ทั้งหลาย
มีความเป็นไปตามผลของเจตนาที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ลงไป
ทั้งที่เป็นการทำดีและไม่ดี กรรมที่ดี ก็จะให้ผลที่ดี ให้ผลเป็นความสุข
กรรมที่ไม่ดี ก็จะให้ผลเป็นความทุกข์ยากเดือดร้อน
นอกจากความเป็นทุกข์ที่พูดถึงไปแล้ว
ยังมีความเป็นทุกข์อีกแบบหนึ่งที่ยากจะเข้าใจ
แต่ก็ต้องเข้าใจให้ได้ โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นชาวพุทธ
ความเป็นทุกข์แบบนี้ จัดว่าเป็นทุกข์ที่ครอบคลุมทั้งหมด
เพราะความเป็นทุกข์ที่กล่าวไปแล้ว ทั้งหมดจะมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ เป็นขันธ์ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่น
หรือเป็นขันธ์อันเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น
ขันธ์ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า อุปาทานขันธ์
ดังนั้นจึงพูดย่อๆ ได้ว่า อุปาทานขันธ์ เป็นทุกข์
ขันธ์ที่พูดถึงถ้าให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือร่างกายและจิตใจเรานี่เอง
เมื่อแจกแจงออกไปก็จะมีอยู่ ๕ อย่าง (เรียกว่าขันธ์ ๕) คือ
• ร่างกาย (รูปขันธ์)
• ความทุกข์ ความสุข หรือเฉยๆ (เวทนาขันธ์)
• ความจำ (สัญญาขันธ์)
• ความคิดนึก (สังขารขันธ์)
• ความรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (วิญญาณขันธ์)
ดังนั้นเมื่อใดที่เกิดเป็นอุปาทานขันธ์ เมื่อนั้นก็จะเป็นทุกข์
และเมื่อใดที่ไม่เกิดเป็นอุปาทานขันธ์ เมื่อนั้นก็จะไม่เป็นทุกข์
(ขันธ์ที่ไม่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่จัดว่าเป็นทุกข์)
เดี๋ยวก่อน....
ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง? ที่หลงเข้าใจไปว่า ถ้าไม่เป็นทุกข์ก็แสดงว่าต้องเป็นสุข
ใครหลงเข้าใจแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่ายังไม่ใช่ความเห็นชอบหรอกนะ เพราะเป็นสุขอย่างที่คนทั่วไปรู้จักกันนั้น แท้ที่จริงแล้ว
ก็ยังมีลักษณะของอุปาทานขันธ์เกิดขึ้นเหมือนกัน
เป็นสุขอย่างที่คนทั่วไปรู้จักกัน จึงยังคงเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง
สรุปว่า...
เป็นทุกข์นั้น เป็นได้ทั้งๆ ที่กำลังเกิดความทุกข์และความสุขแบบต่างๆ
ที่เป็นทุกข์ได้ก็เพราะ ไม่ว่าจะเกิดความทุกข์หรือความสุขแบบใดก็ตาม หากปรากฏว่าขันธ์เป็นขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็เท่ากับว่า เป็นทุกข์
ตามที่พูดย่อๆ กันว่า อุปาทานขันธ์ เป็นทุกข์
*********************
ที่มา---sabaya/mtp.com

No comments:
Post a Comment