การทำอะไรด้วยการพิจารณาคือปัญญา
การที่เรารู้จักให้เป็นเรื่องที่ดี แต่การให้ในพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าเน้นเรื่องปัญญา เมื่อเรามาใส่บาตรก็ย่อมปรารถนาจะได้บุญ ถึงกับมีการกล่าวไว้ว่า จะใส่บาตรหรือถวายของให้พระต้องไม่เลือกเฉพาะเจาะจงว่าจะใส่รูปไหน จึงจะได้บุญมาก เพราะทำเพื่อส่วนรวม แต่ถ้าไม่พิจารณาให้ดี เห็นโกนหัวหม่เหลืองมาก็ใส่ให้ อาจจะไม่ได้บุญก็ได้ เพราะ ๑.เป็นพระจริงหรือเปล่า ๒.มีความสำรวมสมควรแก่ความเป็นพระหรือไม่ (นี่แหละคือศีล) ๓. การนุ่งหม่ผ้าสมแก่สมณะสารูปแค่ไหน เป็นต้น
เหตุการณ์ในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จขึ้นแสดงธรรมเพื่อโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดุสิต ได้มีเหล่าเทวดาทั้งหลายมาร่วมฟังธรรมด้วย ในบรรดาเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น มีเทพบุตรสองท่านที่มาก่อน เทพบุตรชื่ออินทกะมาแล้วและนั่งในที่ใกล้เบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และเทพบุตรชื่อว่าอังกุระมาแล้วและนั่งในฝั่งเบื้องซ้าย เมื่อเวลาผ่านไปเหล่าเทวดามากันมากขึ้น เทพบุตรที่ชื่ออังกุระได้หลีกห่างไปไกลจากพระพุทธเจ้าถึง ๑๒ โยชน์ เพราะตัวเองมีศักดิ์ต่ำกว่า ส่วนเทพบุตรอินทกะยังคงนั่งที่เดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงสอบถามถึงกรรมที่เทพบุตรทั้งสองได้ทำไว้ในคราวเป็นมนุษย์
เทพบุตรอินทกะทูลบอกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในคราวเป็นมนุษย์ตนเองได้ถวายข้าวเปล่า ๑ ทัพพีแก่พระอนุรุทธะซึ่งเป็นพระอรหันต์ ผู้ประพฤติดีมีความสำรวม ผู้ควรแก่ทักษิณา ที่บุคคลนำมาถวาย”
ส่วนเทพบุตรอังกุระทูลบอกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ให้คนทั้งหลายกระทำซึ่งแถวแห่งเตา เป็นเวลา ๑0 ปี ได้ระยะทาง ๑๒ โยชน์พระเจ้าข้า”
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ดูก่อนอังกุระ ก็ทานอันใหญ่อันเธอกระทำแล้ว ทำไมจึงได้ไปนั่งไกลถึง ๑๒โยชน์ แล้วทำไมอินทกะซึ่งถวายข้าวเปล่าแค่ทัพพีเดียวจึงนั่งในที่ใกล้เราไม่ย้ายไปไหน”
เทพบุตรอังกระทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันว่าทานใดอันบุคคลว่างไว้แล้วในบุคคลผู้ควรทักษิณา ทานนั้นย่อมยังประโยชน์ให้มากกว่า เมื่อเทียบกับทานอันข้าพระองค์กระทำแล้ว ย่อมราวกับพระจันทร์งามยิ่งในหมู่ดาว พระเจ้าข้า”
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า “การเลือกแล้วให้ซึ่งทาน ทานนั้นย่อมมีผลมากเหมือนดั่งชาวนาหว่านข้าวในนาอันดี ข้าวย่อมงอกงาม” ดั่งคำบาลีที่ว่า
“ วิไจยยะ ทานัง ทาตัพพัง , ยัตถะ ทินนัง มหัปผะลัง, วิไจยยะ ทานัง สุคะตัปปะสัตถัง, เย ทักขิไณยยา อิธะ ชีวะโลเก. เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ พีชานิ วุตตานิ ยะถา สุเขตเตติ”
แปล “ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใดเป็นทานมีผลมาก ทานอันบุคคลเลือกแล้วพึงให้ในเขตนั้น เพราะการเลือกแล้วให้ เป็นกิริยาอันพระสุคตเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว หมู่บุคคลผู้ควรทักษิณาเหล่าใดมีอยู่ในโลก ทานนั้นอันบุคคลให้แล้วแก่ผู้ควรทักษิณา เป็นทานมีผลมาก ราวกะพืชอันบุคคลหว่านแล้วในนาอันดี”
เรื่องนี้ยกมาเพื่อให้แค่คิดในการที่จะทำบุญตักบาตร แม้ปัจจุบันจะหาพระอรหันต์ได้ยาก หรือหาไม่ได้เลย แต่ถ้าเราท่านทั้งหลายช่วยกันเลือกที่จะให้หรือตักบาตรพระ ก็จะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าเพราะจะได้ไม่มีคนปลอมบวช(พระปลอม)มาหากินอย่างนี้ หรือที่บวชมาเป็นพระแต่ยังทำตัวไม่ดีเที่ยวประจบญาติโยม ทำตัวคอยรับใช้ญาติโยม ไม่ยอมสั่งสอนธรรม จะได้ทำตัวให้ดีขึ้นปฏิบัตธรรมมากขึ้น อายุของพระพุทธศาสนาจะได้อยู่ยืนยาว ไม่แน่อาจจะได้พระอรหันต์เกิดขึ้นมาก็ได้ ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายช่วยๆกันนะ เพราะการรู้จักพิจารณาแล้วทำ เป็นหนทางแห่งปํญญา ก็ขอเล่านิทานสักเรื่องแล้วกัน
ในกาลครั้งหนึ่งมีเศรษฐีคนหนึ่งจัดงานวันเกิดครบรอบ ๘๔ ปีจึงนิมนต์พระมาเลี้ยงฉลองที่บ้าน ลูกหลานก็มาร่วมงานกันมากมาย การเลี้ยงพระก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย เมื่อได้เวลาพระก็ลากลับ หลวงพ่อที่เป็นผู้พระก็เข้าไปอวยพรให้เศรษฐีว่า “ ขอให้ท่านตายก่อนลูก ลูกตายก่อนหลาน หลานตายก่อนเหลน เจริญพร” เศรษฐีได้ฟังโกรธมากถึงกับออกปากไล่ว่า “ไป! กลับไปเลยไอ้พระบ้า อวยพรอย่างนี้ได้ไง ไป “ หลวงพ่อก็ไม่ว่าอะไรเดินจากไปด้วยความสงบ
แล้วโยมๆทั้งหลายคิดว่าอย่างไรหลวงพ่อท่านให้สิ่งที่ดีหรือเปล่า หรือว่าต้องบอกให้เศรษฐีมีอายุยืนยาวถึงจะดี ลองคิดดูก็แล้วกัน แต่ว่านี้แหละคือความจริง(แล้วเอาไว้จะเฉลยภายหลัง)
ต้นไม้ต้องมีการดัด การแต่ง และการตัด ให้ดูงดงามฉันใด คนเราก็ต้องมีการฝึกฝน ด้วย ขันติ และวิริยะ ฉันนั้น เพราะตนที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ (ทันโต เสฏโฐ มนุเสสุ ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วประเสริฐที่สุด)
คำภวนาเพื่อให้ใจสงบ เออ!ช่างมัน ๑ หรือ เออ !ก็ดี ๑ หรือ ตถาคตานัง มันเป็นเช่นนั้นเอง๑ แล้วแต่จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ภวนาไว้ให้ขึ้นใจ ไว้ใช้ถ้าเราฝึกสมาธิไม่ได้
ตอนเราเกิดเราก็กำมือมาแน่น เพื่อจะมาไข้วคว้าทุกอย่าง แต่ตอนตายเราก็แบมือให้เห็นว่าไม่ได้เอาอะไรไป ฉะนั้นเมื่อเรามีชีวิตอยู่จงรู้จักกำและแบมือด้วยปัญญา ว่าเมื่อใดควรกำเมื่อใดควรแบ(รู้จักหาและรู้จักให้ เพื่อสร้างบารมี) เจริญพร
การที่เรารู้จักให้เป็นเรื่องที่ดี แต่การให้ในพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าเน้นเรื่องปัญญา เมื่อเรามาใส่บาตรก็ย่อมปรารถนาจะได้บุญ ถึงกับมีการกล่าวไว้ว่า จะใส่บาตรหรือถวายของให้พระต้องไม่เลือกเฉ
เหตุการณ์ในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จขึ้นแสดงธรรมเพื่
เทพบุตรอินทกะทูลบอกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในคราวเป็นมนุษย์ตนเองได้ถวายข้าวเปล่า ๑ ทัพพีแก่พระอนุรุทธะซึ่งเป็นพระอรหันต์ ผู้ประพฤติดีมีความสำรวม ผู้ควรแก่ทักษิณา ที่บุคคลนำมาถวาย”
ส่วนเทพบุตรอังกุระทูลบอกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ให้คนทั้งหลายกระทำซึ่งแถวแห่
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ดูก่อนอังกุระ ก็ทานอันใหญ่อันเธอกระทำแล้ว ทำไมจึงได้ไปนั่งไกลถึง ๑๒โยชน์ แล้วทำไมอินทกะซึ่งถวายข้าวเปล่าแค่ทัพพีเ
เทพบุตรอังกระทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันว่าทานใดอันบุคคลว่างไว้แล้วในบุคคลผู้
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า “การเลือกแล้วให้ซึ่งทาน ทานนั้นย่อมมีผลมากเหมือนดั่งชาวนาหว่านข้
“ วิไจยยะ ทานัง ทาตัพพัง , ยัตถะ ทินนัง มหัปผะลัง, วิไจยยะ ทานัง สุคะตัปปะสัตถัง, เย ทักขิไณยยา อิธะ ชีวะโลเก. เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ พีชานิ วุตตานิ ยะถา สุเขตเตติ”
แปล “ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใดเป็นทานมีผลมาก
เรื่องนี้ยกมาเพื่อให้แค่คิดในการที่จะทำบุ
ในกาลครั้งหนึ่งมีเศรษฐีคนหนึ่งจัดงานวันเ
แล้วโยมๆทั้งหลายคิดว่าอย่างไรหลวงพ่อท่าน
ต้นไม้ต้องมีการดัด การแต่ง และการตัด ให้ดูงดงามฉันใด คนเราก็ต้องมีการฝึกฝน ด้วย ขันติ และวิริยะ ฉันนั้น เพราะตนที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ (ทันโต เสฏโฐ มนุเสสุ ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วประเสริฐที่สุด)
คำภวนาเพื่อให้ใจสงบ เออ!ช่างมัน ๑ หรือ เออ !ก็ดี ๑ หรือ ตถาคตานัง มันเป็นเช่นนั้นเอง๑ แล้วแต่จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ภวนาไว้ให้ขึ้นใจ ไว้ใช้ถ้าเราฝึกสมาธิไม่ได้
ตอนเราเกิดเราก็กำมือมาแน่น เพื่อจะมาไข้วคว้าทุกอย่าง แต่ตอนตายเราก็แบมือให้เห็นว่าไม่ได้เอาอะ
***************
ที่มา--- Chollathon Primgprakumkrong/fb.com

No comments:
Post a Comment