1.9.14

คนพาลเท่านั้น ที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน




“ คนพาลเท่านั้น ที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน ”
(พุทธพจน์)

ปัจจุบันมีบางคนโจมตีคนที่ทำบุญว่าโง่ ทำบุญมากไป เดี๋ยวจะหมดตัว บ้างก็พยายามรณรงค์ให้คนทำบุญน้อยๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นจากความตระหนี่ในใจเป็นมูลเหตุ ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่คนทำบุญมากเกินไป แต่อยู่ที่คนใช้จ่ายเงินไปกับอบายมุขมากเกินไป ค่าใช้จ่ายเรื่องเหล้า เบียร์ บุหรี่ ของคนไทย ตกปีละ 400,000 ล้านบาท ถ้ารวมยาเสพติดและการพนันด้วย เกินกว่า 1 ล้านล้านบาท / ปี มากกว่าเงินทำบุญ 10 เท่า

ซึ่งอบายมุขนอกจากจะทำให้เสียทรัพย์แล้ว ยังเสียสุขภาพ เสียการงาน เกิดปัญหาครอบครัว เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม ปัญหาสังคมนานัปการ

ถ้าเราสามารถชวนคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้มากๆ คนที่เข้าวัด จะลด ละ เลิกอบายมุข และนำส่วนหนึ่งของเงินที่เคยใช้ไปกับอบายมุขมาทำบุญทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และบริจาคช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆ แทน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ทำบุญ ครอบครัว สังคม และเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าด้วย

ไม่ต้องกลัวว่าคนจะทำบุญสร้างวัดมากไป เพราะวัดใหญ่ๆยังใช้งบก่อสร้างน้อยกว่าโรงงานเหล้า เบียร์ ยาสูบเสียอีก ยิ่งสร้างแล้วมีคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมมากๆ ยิ่งคุ้มค่ามาก

ถ้าเห็นวัดไหนมีเสนาสนะ แต่คนเข้าวัดน้อย ไม่ใช่เป็นเหตุอ้างให้ชวนคนเลิกสร้างวัด แต่ควรช่วยกันรณรงค์ชวนคนเข้าวัดให้มากๆ ให้เต็มโบสถ์ เต็มวิหาร เต็มศาลา 

ผู้ที่คิดจะติเตียนคนทำบุญนั้น เอาเวลาและสติปัญญาไปกระตุ้นเตือนให้คนเลิกอบายมุขดีกว่า

ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล...

พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแคว้นโกศล ได้ถวายอสทิสทาน ด้วยการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ 500 รูป โดยนิมนต์ท่านนั่งบนมณฑป
มีช้าง 500 เชือก ถือเศวตฉัตรกั้นร่มให้ ช้าง 1 เชือกต่อพระภิกษุ 1 รูป
มีเจ้าหญิง 250 พระองค์ถือพัดๆให้พระภิกษุ 
มีเจ้าหญิง 250 พระองค์ คอยบดของหอมบูชาพระภิกษุ 
เศวตฉัตร บัลลังก์สำหรับนั่ง เชิงบาตร และตั่งเช็ดเท้าที่พระราชาทำถวายพระศาสดา เป็นของสูงค่าประมาณไม่ได้

" ในทานนี้ พระราชาสละทรัพย์ไป 140 ล้านในวันเดียว "

บางคนอาจนึกสงสัยว่าทำไมต้องให้ทานมากขนาดนี้ ถ้าเป็นผู้ที่รู้ค่าของบุญแล้ว จะไม่มีคำว่าทำบุญมากเกินไปเลย พระพุทธเจ้าเมื่อสร้างบารมีอยู่ บางพระชาติถึงขนาดสละเลือดเนื้อของตนไปให้แม่เสือกิน เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เสือที่หิวโซกินลูกตัวเอง

> อำมาตย์ของพระราชาคนหนึ่ง ชื่อ กาฬะ คิดติเตียนพระราชาว่า
“ นี้เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งราชตระกูล ทรัพย์ถึง 140 ล้าน หมดในวันเดียว 
ภิกษุทั้งหลายบริโภคอาหารแล้วก็นอนหลับ มิได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ราชตระกูลฉิบหายเสียแล้ว ”

> อำมาตย์อีกคน ชื่อว่า ชุณหะ คิดสรรเสริญพระราชาว่า 
“ ทานของพระราชายิ่งใหญ่ น่าเลื่อมใสจริง คนอื่นทำไม่ได้ เราขออนุโมทนาบุญนั้น ”

พระราชาทรงกริ้วกาฬอำมาตย์ตรัสว่า 
“ เราให้ทานมากจริง แต่เราให้ของของเรา มิได้เบียดเบียนอะไรท่านเลย ไฉนท่านจึงเดือดร้อนปานนั้น”

ดังนี้แล้วทรงเนรเทศกาฬอำมาตย์ออกจากแคว้น และมอบราชสมบัติให้ชุณหอำมาตย์ครอง 7 วัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า 
“ คนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้ 
คนพาลเท่านั้น ที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน
ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาการให้ทาน
จึงเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า
เพราะการอนุโมทนานั้น ”

เราอย่าประพฤติตนเยี่ยงกาฬอำมาตย์ ติเตียนคนที่เขาตั้งใจทำบุญให้ทานเลย เพราะการกระทำอย่างนั้นจะนำมาซึ่งบาปอกุศล ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ 

แต่ให้ปฏิบัติตามโอวาทของพระพุทธเจ้า อนุโมทนาชื่นชมผู้ที่ให้ทานกันเถิด เพราะนั่นเป็นทางมาแห่งบุญกุศล นำความสุขความเจริญมาสู่ตัวเองทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ที่มา -- พุทธสามัคคี/fb.com

คนมีธรรม