27.11.10

พื้นฐานความเป็นมนุษย์


ศาสนาทุกศาสนาบนโลกใบนี้แนะแนวให้มนุษย์พยายามเป็นคนดีอีกสักคนหนึ่ง เราเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา หรือนับถือศาสนาใด ๆ ก็ตาม  เรามีคุณธรรมเหล่านี้เป็นส่วนที่เรียกว่าศาสนาอยู่ในตัวบ้างหรือไม่ เช่น
1.  เมตตา          ความรักใคร่ในกันและกัน

2.  กรุณา          ความสงสารในกันและกัน
3.  มุทิตา          ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
4.  อุเบกขา       ความวางเฉยไม่ดีใจเสียใจ เมื่อเห็นผู้อื่นประสพผลร้าย
                        สุดความสามารถที่จะช่วยได้
5.  ทาน            การแบ่งปัน การเสียสละ การให้อภัย
6.  ศีล               รักษาระเบียบแผน วินัย หน้าที่ ของตนในครอบครัว หรือ
                        ที่ทำงานไว้ดีหรือไม่  ตลอดจนมีความมั่นคงในศีล ๕ เพียงใด
7.  ภาวนา         เจริญธรรมตั้งมั่นของจิตอยู่ด้วยสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิจิตให้สงบ
                        และพิจารณาหาหลักความจริงแท้ของสรรพสิ่งทั้งปวงที่เป็นแก่นสารของชีวิต
                        และการงาน ตลอดจนเจริญสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน
... ต่อจากนี้ไปขอความมั่นใจจงมีในตัวเราๆ ท่านๆ ในการแก้ปัญหาจิต ในชีวิตประจำวัน อย่างที่เจอกันอยู่บ่อย ๆ เช่นเรื่องความโกรธ ก็มีวิธีการทางจิต และวิธีการทางปัญญา ซึ่งอาจจะโยงกัน และได้ผลแตกต่างกันหลายระดับ ..... การปฏิบัติต่อประสบการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ  ก็สามารถใช้วิธีการทางจิต หรือวิธีการทางปัญญา หรือทั้งสองอย่างประสานกัน แต่ในที่สุดการแก้ในขั้นปลดปล่อยจะต้องถึงปัญญา
-อย่างเรื่องเกิดมารวย-เกิดมาจน เกิดมาสวย-เกิดมาขี้เหร่ ฯลฯ  ก็ไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบจริง อยู่ที่มีวิธีปฏิบัติการทางจิตและทางปัญญาอย่างไร
- ในการใช้วิธีทางจิต และวิธีทางปัญญาทั้งหมดนั้น  ตัวทำงานสำคัญที่จะต้องพึงใส่ใจเป็นพิเศษ คือ โยนิโสมนสิการ ที่อาจพลิกสถานการณ์ร้ายสุดให้กลับเป็นอย่างดียิ่งก็ได้ ...เมื่อเวลาจะหมด หรือหมดเวลาจากโลกใบนี้ คือ ในเวลาที่คนจะตาย  คนทั้งหลายก็มาคิดกัน รวมทั้งทางแพทย์ก็ต้องคิดว่าจะช่วยคนไข้ที่ใกล้ตายอย่างไร จะช่วยให้เขาตายอย่างไรจะดีที่สุด ...อย่างที่ว่าแล้วการปฏิบัติในเรื่องนี้มีทั้งระดับจิตใจและระดับปัญญา ส่วนในระดับทางกายนั้นก็ถือว่า แน่นอนล่ะคุณหมอก็ต้องพยายามช่วยอย่างเต็มที่
-ในระดับจิตใจนั้น  ตามปกติเราจะให้คนไข้เอาจิตยึดเหนี่ยวกับสิ่งที่ดี ๆ อย่างโบราณว่าให้นึกถึงอะระหัง หรือเอาคำพุทโธมาให้นึกถึง หรือให้ฟังเสียงสวดมนต์ หรือลูกหลานอาจจะมายืนใกล้ ๆ แล้วก็มาพูดทวนให้คุณพ่อคุณแม่-คุณปู่คุณย่า-คุณตาคุณยายฟังว่า เมื่อนั้นนะ คุณพ่อคุณแม่ไปทำบุญที่นั่นมา การทำบุญครั้งนั้นสำคัญ เป็นประโยชน์มากอย่างนั้นอย่างนี้ ( ก็ว่าไปเรื่อย ) ...ก็เพื่อให้จิตใจของท่านอยู่กับบุญกุศล ไม่กระวนกระวาย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่แก่วงไกวไปที่อื่น และให้จิตใจของท่านมีความชื่นชมยินดี เกิดปิติ อิ่มใจ ปลื้มใจ มีความสุข เบิกบานผ่องใส ก่อนจะสิ้นใจ และเชื่อกันอีกว่าเมื่อสิ้นใจไปแล้วจะได้ไปสู่สุคติภพที่ดี ขึ้นสวรรค์
-ถ้าพูดถึงอย่างนี้แล้ว  ถ้าผู้ที่จะสิ้นใจในอดีตตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ก่อกรรมทำเข็ญกันอยู่เนือง ๆ  กินบ้านกินเมือง ก็จะมีมากขึ้นในโลกใบนี้ เพราะตนเองพยายามก่อกรรมทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะเพียงก่อนตายแค่นึกถึง คำสองคำ พุทโธ หรือ อะระหัง ก็จะตายดี ไปนิพพาน ได้ขึ้นสวรรค์รึ.?
-ย้ำ...ระหว่างการมีชีวิตอยู่ มีจิตใจยึดอยู่กับสิ่งที่ดีที่สุด ระลึกถึงพระรัตนตรัย หรือ ใจอยู่กับบุญกุศล และบำเพ็ญภาวนาที่ดีแล้วกับการที่มีปัญญาสว่างแจ้ง มีความประพฤติที่ดีอยู่บ่อย ๆ ก็จะติดเป็นนิสัยอยู่ที่ตัวเราตลอดไป ไม่ว่าจะไปอยู่ที่มุมไหน เหลือบไหน ซอกไหน รู้และเข้าใจเห็นความจริงแล้ววางได้หมด อย่างนี้ต่างหากประตูสวรรค์ถึงจะเปิดรับ ...ถ้าทุกคนปฏิบัติได้แล้วความเดือดร้อนแก่ท่านแก่เราก็จะค่อย ๆ ลดลง
-จะมาคิดเพียงแต่เมื่อใกล้จะสิ้นใจแล้วจะไปนิพพานนั้นยากนะ  ถ้าจะไปนิพพานพ้นทุกข์เลยทีเดียวโดยข้ามธรรมพื้นฐานไปเลยไม่ได้ ...ฉะนั้นควรปรับธรรมพื้นฐานเสียก่อน แล้วธรรมอื่น ๆ ก็จะได้เจริญไปตามลำดับและอาจถึงนิพพานได้
----ที่มา บล๊อกคุณเกษม นาคลดา

No comments:

Post a Comment

คนมีธรรม