1)..."โลก"ที่กำลังกล่าวถึงนี้ หมายเอาเฉพาะ
โลกทางธรรมหรือโลกทาง ตา หู จมูก ลิ้น
กาย และใจ ซึ่่ง มีเป็นคู่ๆตามกฎของธรรมชาติ
เข่น ตา คู่กับ รูป, หู คู่กับ เสียง, จมูก คู่กับ
กลิ่น, ลิ้น คู่กับ รส, กาย คู่กับ ผัสสะ,(สิ่งที่ถูกต้อง)
ใจ คู่กับ ธรรมมารมณ์ (อารมณ์ความรู้สึก)
.............................
...เมื่อตา เห็น รูป, หู ได้ยิน เสียง, จมูก ได้กลิ่น,
ลิ้ิ้น ได้ รส, กาย ได้ สัมผัสถูกต้อง, ใจ ได้
กระทบกับ ธรรมมารมณ์(ความรู้สึก) เกิดอาการ
ยินดี ไม่ยินดี รัก ชอบ ชัง เหล่านี้แหละที่เรียกว่า
"โลก" เพราะมันพร่องอยู่ มันไม่เต็ม มันไม่อิ่ม
ไม่พอ มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา
.............................
..."ตัณหา"(ความทะยานอยากเป็นเหตุ)โลกจึง
ต้องโศกสลด จึงเกิดการแสวงหา เกิดการสะสม
เกิดการแย่งชิง ทะเลาะ เข่นฆ่า พาให้โลกทาง
อายตนะ(ใจ)ลุกเป็นไฟเพราะความไม่รู้ "อวิชชา"
......................................
โลกทางธรรมหรือโลกทาง ตา หู จมูก ลิ้น
กาย และใจ ซึ่่ง มีเป็นคู่ๆตามกฎของธรรมชาติ
เข่น ตา คู่กับ รูป, หู คู่กับ เสียง, จมูก คู่กับ
กลิ่น, ลิ้น คู่กับ รส, กาย คู่กับ ผัสสะ,(สิ่งที่ถูกต้อง)
ใจ คู่กับ ธรรมมารมณ์ (อารมณ์ความรู้สึก)
.............................
...เมื่อตา เห็น รูป, หู ได้ยิน เสียง, จมูก ได้กลิ่น,
ลิ้ิ้น ได้ รส, กาย ได้ สัมผัสถูกต้อง, ใจ ได้
กระทบกับ ธรรมมารมณ์(ความรู้สึก) เกิดอาการ
ยินดี ไม่ยินดี รัก ชอบ ชัง เหล่านี้แหละที่เรียกว่า
"โลก" เพราะมันพร่องอยู่ มันไม่เต็ม มันไม่อิ่ม
ไม่พอ มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา
.............................
..."ตัณหา"(ความทะยานอยากเป็นเหตุ)โลกจึง
ต้องโศกสลด จึงเกิดการแสวงหา เกิดการสะสม
เกิดการแย่งชิง ทะเลาะ เข่นฆ่า พาให้โลกทาง
อายตนะ(ใจ)ลุกเป็นไฟเพราะความไม่รู้ "อวิชชา"
......................................
2)..."ธรรม" คืออะไร ทำไมจึงสำคัญนัก
ธรรมะหรือธรรมชาติ มี 2 อย่าง คือ ก.ธรรมฝ่ายดีกับ ข. ธรรมฝ่ายเลว
...ธรรมฝ่ายเลวได้กล่าวแล้วในข้อ 1. ในที่นี้จะ
กล่าวถึงธรรมฝ่ายดี คือข้อ 2
...ธรรมชาติฝ่ายดี คือ การควบคุม "อายตนะ"ไว้
ได้อย่างสิ้นเชิง ผู้ปฏิบัติได้จึงเป็นผู้ชนะ เป็นบัณฑิต
เป็นผู้มีปัญญา มีทัศนวิสัยอันกว้างไกล มองเห็น
มองรอบ เห็นภัย(กิเลส)และละออกจากภัยหรืือกิเลส
ได้จึงเรียกว่าผู้พ้นภัย
.........................
...ผู้พ้นภัยต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ เมื่อตาเห็นรูป หู
ได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัสถูกต้อง
ใจได้รับธรรมมารมณ์ ย่อมไม่ปรุงแต่ง ไม่ดิ้นไม่อยาก
ไม่ดีใจไม่เสียใจ เพียงรับรู้แล้วละวางเพราะเห็นว่า
สรรพสิ่งไม่ใช่สาระ ไม่ใช่ประโยชน์ เพราะมันเป็น
"ตถตา"เป็นอย่างนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
.........................
...ธรรมทั้งหลายเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ตัณหาก็ไม่เกิด
จึงไม่มีอวิชชาที่เป็นสาเหตุแห่งการเกิด ทุกอย่าง
จึงจบลงที่ สันติภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ
ที่เกิดขึ้นมาแทนที่กิเลส
นี่คือธรรม ที่มนุษย์ต้องมี
ที่มา---Kero Spy/fb.com
ผู้เขียน---นทีปกรณ์

No comments:
Post a Comment