พระภูวดล ปิยสีโล ท่านอาจารย์สอนว่าวิธีการต่อสู้กับกิเลสที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟาดฟันกิเลสให้หายไปทีละตัว เพราะกิเลสมีเยอะเกินกว่าจะทำได้อย่างนั้น นักปฏิบัติธรรมต้องตั้งสติพิจารณาการทำงานในจิตใจของตน มองให้เห็นว่ากิเลสตั้งอยู่ได้ก็เพราะจิตขาดปัญญา ถ้าเราเห็นตามความเป็นจริงว่า กิเลสทั้งหลายไม่ใช่ของตายตัวแน่นอนที่สถิตย์อยู่ในใจ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วดับไป เปลี่ยนแปรไปตลอดเวลา จิตก็ย่อมไม่เข้าไปยึดถือ เอาจริงเอาจังในกิเลสนั้น และไม่เกิดปัญหาที่เชื่อมโยงจากกิเลสนั้นอีกต่อไป ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับความหมายของคำว่า นิโรธ ซึ่งนอกจากจะแปลว่า ความดับกิเลส แล้ว ยังหมายถึงอาการที่กิเลสไม่ก่อให้เกิดปัญหาได้อีกด้วย การดับกิเลสจึงไม่ใช่ว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่หมายความว่า สิ่งที่ปรากฎขึ้นไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นปัญหาต่อจิตใจ ทั้งนี้เพราะจิตมีปัญญา ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้น เราควรมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นในจิต เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกิเลสของเรา พิจารณาให้เห็นความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตลอดจนความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่งเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว กิเลสทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรสนับสนุนให้คงอยู่ ดังเช่นพระอรหันต์ผู้ดับกิเลสแล้ว ท่านก็ยังดำรงชีวิตอยู่ มีขันธ์ห้าเกิดดับตามปกติ มีความคิดความรู้สึกเกิดขึ้นในใจเหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์ได้อีก พระอรหันต์จึงดำรงชีวิตเป็นสุขอย่างแท้จริง จนกระทั่งอายุขัยของท่านหมดไปตามธรรมชาติ
ที่มา-ในพระธรรมเทศนาเรื่อง สามัญสำนึก วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๖ ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา
No comments:
Post a Comment