พุทธพยากรณ์และภัยพิบัติโลก




คำพยากรณ์ขององค์สมเด็จสัมมาพุทธเจ้า

      "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะเกิดการณ์ร้ายแรง จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก แต่ว่า ดูกรอานนท์ ก่อนกึ่งพุทธกาล 15ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว  อานันทะ ดูกรอานนท์ จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ๋าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมากๆ สมณะ ชี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึ่งจะเลิกรากัน  สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก"

     พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า คศ. 2000โลกจะไม่สลาย..... พระพุทธศาสนาจะทรงอยู๋ได้ตลอด 5000ปี

    ทรงตรัสชี้ว่า เขตประเทศต่อไปนี้ จะเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากจะสามารถทรงพระพุทธศาสนาครบ 5000 ปี นี่หมายถึงประเทศไทย.....

    ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้น คนไทยจะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้น ในเมื่อเห็นการสูญเสีย ความตายเกิดขึ้น ความทุกข์ก็เกิดขึ้นจิตใจก็เริ่มเป็นกุศล เวลานั้นบรรดาพุทธศาสนิกชน ก็จะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้น เพราะกลัวตาย....

   สำหรับท่านนักปฏิบัติที่เจริญสมาธิจิตก็จะเร่งรัดตัวเองกำลังใจก็จะมีสมาธิในที่สุดอภิญญาก็จะเกิด ในเมื่ออภิญญาเกิดก็จะใช้ผลของอภิญญาและญาณต่างๆ ที่ได้จากสมาธิ และวิปัสนาญาณเอามาช่วยบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ให้มีความสุข ปลอดภัย ขอให้ทุกท่านยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้คือ

1. สังคหวัตถุ 4 ได้แก่
1.1 ทาน การให้ ให้มีการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สร้างความรักเข้าไว้ อย่าสร้างศัตรู
1.2 ปิยวาจา พูดดี พูดให้คนที่รับฟังมีความสุขเขาจะรักเรา เราก็มีความสุข
1.3 อัตถจริยา ช่วยเหลือการงานซึ่งกันและกัน
1.4 สมานัตตา ไม่ถือตัวไม่ถือตน
2. พรหมวิหาร 4 ได้แก่
2.1 เมตตา ความรัก
2.2 กรุณา ความสงสาร
2.3 มุทิตา มีจิตอ่อนโยน เห็นใครได้ดีก็ยินดีด้วย
2.4 อุเบกขา วางเฉยเมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น ไม่ดิ้นรน ยอมรับตามความเป็นจริง

   จงอย่าประมาทในชีวิต จงทรงจิตของท่านให้มีความมั่นคงในคุณพระรัตนตรัย 3 ประการ คือ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีจิตยึด พระพุทธคุณ ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" ก่อนจะหลับให้กำหนดการเข้าออกของลมหายใจ หายใจเข้ารนึกว่า "พุท" หายใจออกนึกว่า "โธ" และเวลาตื่นนอนใหม่ๆ ทำแบบนี้เป็นปกติเวลาที่ยังตื่นอยู่ ถ้าคิดขึ้นมาได้เมื่อไหร่ก็ทำใจให้นึกถึงความดีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาวนาว่า ''พุทโธ'' เป็นปกติอย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงไตรสรณคมณ์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตตนะ ทั้ง 3ประการ จิตของท่านก็จะทรงสมาธิ อำนาจ
บารมีของพระพุทธเจ้า จะทำจิตใจของท่านให้เยือกเย็นมีความสุข อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับท่านทั้งหลายก็จะพ้นภัยด้วย อำนาจของพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ
ถ้าจิตของเราไม่นิยมในขันธ์ 5 หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตเราเกาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์อยู่ที่ใหน เราจะไปที่นั่น ท่านจะพ้นกิเลส จะเข้าถึงนิพพานได้....

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
พุทธัง สรณํง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธัมมัง  สรณํง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สังฆัง สรณํง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก

การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่

1. ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15วัน โลกจะเอียงก้มหัวให้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้น้ำเเข็งจากขั้วโลกเหนือละลายจะนำไปสู่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่เเผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว
2. เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49วัน ในระหว่างเดือนตุลาคม พฤศจิกายน
3. ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก (ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7วัน)

*ระยะเวลาการเกิดภัยธรรมชาติ ที่รุนแรงของโลก รวมกันแล้วมีระยะเวลาทั้งสิ้น 56วัน

*ใน 3วันแรกจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่ทวีปเอซีย ในประเทศที่เป็นอริต่อกัน

ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1. เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่
2. พายุถล่ม
3. แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว
4. ภูเขาไฟระเบิด (จังหวัดทางภาคกลาง 2ลูก ภาคเหนือตอนล่าง 3ลูก อีกทั้งที่จังหวัดราชบุรี น่าน เเพร่ อ.ร้องกวาง)
5. คลื่นยักษ์จากทะเล
6. โรคระบาดทีสุดจะเยียวยา ได้แก่ virusteria อหิวาตกโรค สายพันธุ์ใหม่ ผู้ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตทันทีภายใน 6วัน
7. คลื่นเสียงที่รุนแรง ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนั้นมาก่อน
8. อดอยากขาดแคลนอาหาร

การเตรียมตัวเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว

1. เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3-6 เดือน
2. เครื่องนุ่งห่ม เพื่อความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ เสื่อผ้า กระเป๋าน้ำร้อน ผ้าห่ม และอีกหลายๆอย่าง เพราะช่วงนั้นเวลานั้นอากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
3. เครื่องใช้ที่จำเป็น
4. ที่อยู่อาศัย
5. ยารักษาโรค
6. ด่างทับทิมและคาราไมล์ (จำเป็นมาก) ห้ามกินอาหารที่ไม่ได้ล้างด้วยด่างทับทิม เพราะจะมีทั้งเชื้อโรค และสารกัมม้นตรังสี ส่วนคาราไมล์จะมีไว้รักษาโรคทางผิวหนังที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้วจะหายได้อย่างอัศจรรย์
7. ยานพาหนะ เช่น เรือ เสื้อชูชีพ
8. เครื่องช่วยชีวิต
9. แสงสว่าง เช่นเทียน ตะเกียงพายุ (เวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด 7วัน เท่ากับ 49วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก)
10. เตรียมสุขภาพร่างกายให้เเข็งแรง

การดูแลตัวเองในช่วงเวลาวิกฤติ

1. ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิดไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จักก็ตาม
2.   ห้ามตากฝน เพราะในฝนนั้นจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น
3.  ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้ด่างทับทิมล้างตัวทุกครั้ง
4.  ห้ามเปิดประตูยามวิกาลต้อนรับผู้อื่น เพราะช่วงนั้นประตูมิติของโลกทั้งสามภพจะถูกเปิดเป็นครั้งแรก ผู้ไม่เชื่อเรื่องผีสาง และจิตวิญญาณ ก็จะได้เห็นคนที่มาเยือนอาจจะเป็นผีเปรต ผีโขมด ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจำแลงมาก็เป็นได้ และห้ามอยากรู้ อยากเห็น โดยเด็ดขาด
5.  ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
6.  ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม
7.  ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย
8.  ระวังอากาศที่หนาวเย็น
9.  ระวังสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ จระเข้
10. ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน 3ชั้น เพราะตึกสูงเกิน 3ชั้นจะพังทลายราบเป็นหน้ากลอง

การเตรียมจิตวิญญาณ

1.  ชำระกรรมให้บางเบาโดยหยุดโลภ โกรธหลง ทำจิตใจให้สงบเบิกบานเพราะวันนั้นจะมีผู้ที่เส้นโลหิตในสมองแตก เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เพราะเสียงที่ดังกึกก้องไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก ดังนั้นต้องปล่อยวางทำจิตใจให้เป็นบวก จะช่วยได้มาก
2.  มีสำนึกทางจิตวิญญาณ
3.  ฝึกการละวาง
4.  มีสติรู้ตัวโฆษกรรม ขออภัยต่อเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่เราล่วงละเมิด

การดูแลแก่นแท้ยามมีภัย

1.   ได้ยินเสียงใด ให้ละวางเสียงนั้น รู้เห็นสิ่งใด ให้ละวางสิ่งนั้นต้องไม่รับรู้ ไม่รับเห็น ไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนข้างบ้านร้องเพราะกำลังจะตาย หรือได้ยินเสียงใดที่น่าหวาดกลัว ต้องได้ยินแล้วผ่านเลยไป หากละวางไม่ได้จะเกิดอาการ "ตายก่อนตาย"
(อาการที่เรียกว่า รู้ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ หรือการตายทั้งเป็น)
2.   ยอมรับให้ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีสติตลอดเวลา
3.  อย่าอยู่นิ่งเฉย เพราะจะทำให้กลัวมากขึ้น ควรหากิจกรรมทำ เช่น อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อให้จิตใจเป็นบวกเกิดความอิ่มเอิบ
4.  สังเกตุธรรมชาติก่อนนาทีวิกฤติจะเกิดขึ้น

ลางบอกเหตุก่อนเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ระยะที่ 2

     ท้องฟ้ามืดมิดผิดปรกติ ใบไม้จะพลิกคว่ำ พลิกหงาย แลดูหดหู่ สัตว์ทั้งหลายจะไม่ปรากฏกายให้เห็น แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านจะเห็นมันวิ่งลุกลี้ลุกลนผิดปรกติ หรือบางตัวจะนอนนิ่ง น้ำตาซึม
    เรื่องเวลาที่แน่นอนนั้น ขอบอกตรงๆว่าไม่ทราบจริงๆ เพราะจริงๆน่าจะเกิดตั้งแต่ คศ. 1999 ตามที่นอสตราดามุสทำนายเอาไว้ แต่เมื่อดูจากเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้ว ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตนี้ และจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะเกิดภายใน 1-3 ปีนี้
    เป็นกรรมของสัตว์โลกนะ ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกว่าระบบจะเริ่มล้างมนุษย์ปลายปี 47 (ที่แรกคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว จิตเกือบเผลอปรามาสครูบาอาจารย์)แล้วจะมีเหตุการณ์อื่นมาล้างเรื่อยๆ และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพระจักรพรรดิ์ลงมา ภัยพิบัติจึงจะสงบลง
     ต่อไปที่จะวิบัติหนักๆ ก็คือ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อเมริกา และอีกหลายๆประเทศ เคยถามครูบาอาจารย์ว่าไม่เคยมีใครเปลี่ยนได้เลยเหรอ ท่านบอกว่า "ไม่ได้" ท่านว่า "ปู่ยีเว้าก็ปานพระเจ้าเว้นนั้นแหละในโลกนี้ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้เพราะกรรมของมนุษย์เป็นเเบบนั้น"
สำหรับเมืองไทย ต่อไปกรุงเทพฯ ก็มิใช่จะปลอดภัยเพราะฝ่ายรักษาภายในของ กทม.เริ่มถอนระบบออกไปมากแล้ว และต่อไป ภาคใต้ก็แทบจะไม่เหลือ จะเป็นเกาะ เป็นแก่งทั้งหมด เราเข้าใจว่าภัยพิบัติในภาคใต้เป็นสัญญาณของยุคจักรพรรดิที่กำลังจ()ะเริ่มต้น ที่จริงมีสัญญาณอย่างอื่นด้วย แต่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เช่น เรื่องธาตุแก้วเจ็ดประการที่เริ่มเข้าสู่ระบบแล้ว และมีสิ่งอื่นๆอีกหลายอย่างที่กระจัดกระจายกันอยู๋ในหลายประเทศเป็นต้น....
    ผู้ที่ไม่มีหน้าที่และเข้าไม่ถึงระบบธาตุเหล่านี้ก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ถ้าใครมีจิตที่เอ็กซ์เรย์ธาตุได้ ก็จะเข้าใจว่า อะไรเป็นอะไร อย่างแก้วมังกรและแก้ววิเศษของเทวดาก็อาจเป็นของไร้ค่าของมนุษย์ เพราะความไม่รู้
       ครูบาอาจารย์เคยเล่าว่า แค่นาคโก่งหลังขึ้นมนุษย์ก็ตายเป็นเบือแล้ว ต่อไปบางทีก็จะหายไปทั้งเกาะ นี่ยังไม่มีภัยพิบัติจากท้าวกกนาค
        แถวลพบุรีที่ในไม่ช้า ช่วงท้ายๆของพิบัติ จะลุกขึ้นมา(ภายใน)เพื่อไปรอรับพระจักรพรรดิ์ ขณะที่ทหารลิง 18 กองพลที่เคยเฝ้ายักษ์ตนนี้อยู่ที่อื่น ครูบาอาจารย์ท่านว่ายักษ์กกนาคตนนี้มีพิษมาก แค่พลิกตัวพิษของยักษ์ก็จะทำให้เกิดโรคระบาดร้ายแรงได้ มนุษย์จะตายไปครี่งโลก แต่คนที่มีศิลก็ไม่เป็นไร
         เราค่อนข้างมั่นใจว่า ภายในปี 2560 ประเทศไทยจะได้เป็นมหาอำนาจ และไทยกับลาวจะรวมกันเป็นหนึ่ง (ประเทศเดียวกัน) ท่านใหนขยันหมั่นเพียร รักษาศิล ภาวนา ก็จะได้มีโอกาสอยู่ในยุคใหม่ต่อไป ส่วนท่านที่ยังไม่มีศิลธรรมพอ ก็คงจะต้องไปตามวิถีกรรมของตนเอง
         ศาสนาอื่นนั้นไม่มีเหลือ เมื่อถึงเวลาแล้วจะหนีตายมาพึ่งศาสนาพุทธกันหมด เท่าที่ทราบต่อไป มหาอำนาจอย่างเช่น อเมริกา อังกฤษ ฯลฯ จะต้องมาพึ่งพาไทย ศูนย์กลางศาสนา อยู่ในประเทศไทย ซึ่งต่อไปที่เเห่งหนึ่งในประเทศไทย จะเป็นใจกลางโลก ใจกลางศาสนา
        ในยุคจักรพรรดิ์ ทั้งโลกจะถูกปกครองโดย 3ร่มโพธิ์ศรีอัญญาสิทธิ์และอัญญาธรรม พระจักรพรรดิ์จะเป็นพระมหากษัตริย์ของโลก อย่างที่พวกยิวเขาคิดจะครองโลกกันนั้นไปไม่ถึงดวงดาวหรอก เพราะวิทยาศาสตร์ถึงทางต้นแล้ว
         เหตุที่เกิดในภาคใต้ซึ่งเป็นเขตพระพุทธศาสนายังรุนแรงขนาดนี้ ต่อไปเหตุที่เกิดในเขตศาสนาอื่นๆ นั้นจะรุนแรงกว่านี้มาก และความหายนะที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะมากด้วย
       ถ้าหากศึกษาถึงเชื้อวิญญาณเดิมของการมาเกิด ก็จะเข้าใจว่าอย่างอิสลามและคริสต์นั้นเชื้อจิตวิญญาณเดิมหรือต้นธาตุของจิตวิญญาณพวกนี้เป็นยักษ์ตระกูลต่างๆ ดังนั้นที่ครูบาอาจารย์ท่านว่าพวกยักษ์นอกศาสนาเขาจะตีกันนั้นก็พวกยักษ์เหล่านี้แหละที่มีปัญหา และพวกยักษ์เหล่านี้ก็มาเกิดมากในยุคนี้ ส่วนใหญ๋ในเขตประเทศไทย และประเทศไกล้เคียงจะเป็นเชื้อนาค เชื้อเทวดา เชื้อครุฑ คนในเขตประเทศไทยส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับการเกิดเป็นเชื้อต่างๆเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับชาติที่ทำบารมีมาเด่นๆ ว่าเคยทำบารมีในภพภูมิใหนมามาก ก็จะมีความเกี่ยวพันกันกับภพภูมิเหล่านั้น และเมื่อถึงเวลาก็จะเป็นการทำบารมีร่วมกันระหว่างภพภูมิ และบางครั้งการทำงานจากภายในก็จะส่งผลออกมาสู่ภายนอก แต่คนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นภายในที่เห็นก็คือผลที่แสดงออกมาภายนอก และพยายามอธิบายกันด้วยเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการรู้นอกแต่ไม่รู้ใน คล้ายๆกับวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายเหตุผลนอก แต่ไม่เข้าใจถึงกฏแห่งกรรม ซึ่งเป็นเหตุอยู่ภายในเป็นต้น นี่คือรู้ไม่แจ้งในเรื่องนั้นๆ ก็เลยเกิดความประมาท ต่อไปจะมีจักรพรรดิ์เป็นผู้ปกครองโลก พระยาธรรมิกราชจะคล้ายพระสังฆราช และจะมีพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่ง จะทำหน้าที่คล้ายนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามร่มโพธิ์ศรี ก็คือ สามโพธิสัตว์ที่ลงมาทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนานั้นเอง และก็มีเหล่าอัญญาสิทธิ์ อัญญาธรรม ที่ตามลงมาทำหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง บางคนก็รู้ตัวแล้ว บางคนก็อาจยังไม่รู้ตัวเอง ถึงเวลาแล้วก็คงจะได้เห็นว่าของจริงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งบางท่านจะมีชื่อเสียงในหมู่เทพ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ฤาษี มุนี ดาบส ฯลฯ พวกเขาเหล่านั้นก็รอยุคพระยาธรรมิกราช แต่พวกมนุษย์ไม่รู้จัก เพราะท่านเหล่านี้จะอยู่อย่างเงียบๆและลี้ลับ ครูบาอาจารย์ท่านเคยเปรยๆให้ฟังว่า สำหรับผู้ทำบารมีเข้มข้นแล้วนั้น "ดังบ่ดี ดีบ่ดัง"
        จากที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสู่กันฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมเป็นตัวกำหนด แบะยุคพระยาธรรมิกราช ก็เป็นพุทธประเพณี เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ในยุคของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ อย่างในยุคของพระเวสสันดร (ซึ่งเป็นช่วงประมาณกึ่งกลางศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง) หลังจากพระเวสสันดรได้พรแปดประการจากพระอินทร์แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดยุคพระยาธรรมิกราช หรือยุคพระจักรพรรดิ์ขึ้น ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าลูกชายพระเวสสันดรจะเป็นพระจักรพรรดิ์ในสมัยนั้นในยุคร่วม สมัยในปัจจุบันนี้มีบุคคลหนึ่งทำทานบารมีจนได้พรเเปดประการจากพระอินทร์แล้วเช่นกัน ก็พอจะอนุมานได้ว่า ยุคพระยาธรรมิกราชนั้นเข้ามาใกล้ถึงปลายจมูกแล้ว
       ใครคิดทำบุญกุศลอะไร ก็ให้เร่งรีบทำ หากเมื่อใดที่ผู้ที่เขาได้พรพระอินทร์เขาทำอธิษฐานบารมีเพื่อดูแลศาสนา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราถนาพุทธภูมิ)ระบบที่เขาทำหน้าที่ภายในเขาก็จะทำงานตามลำดับ เมื่อถึงตอนนั้นจะเห็นคุณค่าของศิลธรรม ของศิลห้า ศิลเเปดของบุญบารมีที่แต่ละท่านบำเพ็ญเพียรสั่งสมมา
     ให้ลองนึกถึงเหตุการณ์คลื่นยักษ์ในภาคใต้ดูว่า คลื่นยักษ์ขนาดใหนที่ทำให้ด้ามขวานไทยเหลือเป็นเกาะเป็นเเก่ง และคลื่นยักษ์ขนาดใหนที่จะสามารถทำให้เกาะประเทศไต้หวันหายวับไปได้ในพริบตา เมื่อไหร่ก็ตามที่นาคใหญ่ทำงาน จะสั่นสะเทือนไปทั้งโลก หากจะเทียบเหตุการณ์ในภาคใต้ที่ผ่านมาเป็นแค่นาคใหญ่โก่งหลังหรือสะดุ้งเพียงเล็กน้อย ลองจินตนาการดูว่าหากพวกนาคบางพวกทีมีหน้าทีทำฤทธิ์เพื่อล้างพวกผู้มีศิลธรรมไม่เพียงพอสำหรับอยู่ในยุคพระธรรมบนโลกนี้ก็จะเหลือคนไม่มากอย่างที่พระสูตรบอกไว้

รายละเอียดของมหันตภัยที่จะเกิดขึ้น
    สถาณที่แห่งแรกในประเทศไทยที่จะได้เผชิญกับลาวาร้อนจากไฟใต้โลกจะเกิดขึ้นจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดแรกในภาคอีสาน ตามรอยต่อของจังหวัดที่ติดก้นเป็นแนวยาวเริ่มแรกจะมีลักษณะเป็นแนวแยกของแผ่นดินคดเคี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ธารโลหะร้อนจะไหลลามแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้างข้ามวันข้ามคืนติดต่อก้น จากนั้นพายุที่รุนแรงจะนำน้ำมาดับไฟ ก่อให้เกิดน้ำท่วมและโรคร้ายที่จะระบาดอย่างรุนแรงจนสุดที่จะเยียวยาได้ โดยเฉพาะอหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่ ที่มนุษย์เชื่อว่าได้กำจัดม้นหมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่หารู้ไม่ว่ามันกำลังฟักตัวและจะมีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าเดิม ซึ่งสามารถคร่าชีวิตคนได้ในเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น
ท้องฟ้ามืดมิด ผนจะเริ่มตกหนักทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง น้ำจะเอ่อขึ้นเรื่อยๆจนเข้าท่วมแผ่นดินหลายๆพื้นที่ พายุไซโคลน จะพัดกระหน่ำและจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 160 กม./ชั่วโมง พัดผ่านกรุงเทพผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้กับสะพานกลางเก่ากลางใหม่ ย่านฝั่งธนบุรีจะพังทลายลงมาจากการโหมกระหน่ำและความบ้าคลั่งของลมพายุ มีผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 600 คน ในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก ตึกสีขาวที่อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงกันข้ามจะพังทลายตามลงมา ยอดตึกที่พังทลายลงมาจะแลเห็นโผล่เหนือน้ำให้เห็นเป็นอนุสรณ์ของคราบน้ำตา หลังคาบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงจะปลิวว่อน เสาไฟฟ้าจะล้มระเนระนาด ด้วยความรุนแรงของลมพายุ ผนังตึกส่วนหนึ่งจะรูดลงมากองกับพื้น ลมพายุที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงอย่างเหลือคณานับ
เทือกเขาตะนาวศรีในจังหวัดราชบุรี จะพังทลายลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหวที่รุนแรงซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นถึงภูเขาไฟที่ซุกซ่อนอยู่ หลังจากนั้นไม่นานภูเขาไฟลูกแรกในประเทศไทยจะระเบิดอย่างรุนแรง เสียงดังกึกก้องกัมปนาทถึงกรุงเทพ ธารลาวาจะไหลลงไปยังฝั่งพม่าไม่นานนักระเบิดลูกที่สองและลูกที่สามจะตามมา ลูกที่สี่ก็จะมีความรุนแรงอย่างถึงทีสุด ซึ่งจะสร้างความอำมหิตให้กับภาคเหนือและภาคอีสานต่อไป

* ณ บ้านกุดฉิม อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่นจะเกิดภูเขาไฟแห่งที่สองระเบิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 คน
* ณ ที่บ้านโพธิ์ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จะเกิดแผ่นดินไหว และมีลาวาร้อนจากภูเขาไฟไหลเคลื่อนตัวทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า มีผู้เสียชีวิตร่วมพันคน
* เกิดภูเขาไฟระเบิดในจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างกระทันหัน จนยากที่ผู้คนในบริเวณนั้นจะตั้งตัวทัน และจะเกิดปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดมีจำนวนเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย
*จังหวัดตรัง เกาะทุกเกาะจะจมหายลงไปในท้องทะเลเนื่องมาจากลมพายุที่รุนแรงและทะเลคลั่งที่กลบกลืนหมู่เกาะให้หลับลึกไปอย่างรวดเร็ว
* สมุทรปราการจะจมหายลงไปในท้องทะเลครึ่งเมืองอย่างถาวร เนื่องมมาจากลมพายุที่โหมกระหน่ำบวกกับน้ำทะเลหนุนสูง น้ำจะท่วมอย่างรวดเร็วและมีสายน้ำเปลี่ยนทิศไหลผ่านเมืองอย่างน่าหวาดกลัว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากหายนะครั้งนี้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านสำโรง และโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นประตูตัน ทางของกระแสน้ำที่ไหลเปลี่ยนทิศ แต่ก็เป็นสถาณที่ปลอดภัยที่สุดของเมืองสมุทรปราการ
* เกาะสมุย จะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก เนื่องจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและเกิดพายุรวมทั้งคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ จนกระทั่งเกาะทั้งเกาะจมหายไปในท้องทะเลอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน
* เกิดแผ่นดินไหวที่ตัวเมืองบุรีรัมย์ เสียชีวิตทันที 53 คน ผู้ที่บาดเจ็บที่เหลือจะเสียชีวิตอย่างมากมายในระหว่างทางไปโรงพยาบาล
* เกาะปันหยี จังหวัดพังงา เกิดน้ำท่วมสูงและพายุที่รุนแรงโหมกระหน่ำพัดเกาะหายสาปสูญอย่างถาวร ผู้คนเสียชีวิตทั้งเกาะ
*  เขื่อนบางลาง จังหวัดนราธิวาส ถูกคลื่นจากทะเลซัดกระหน้ำจนกระทั้งเขื่อนแคก น้ำไหลทะลักเข้าท่วมแผ่นดินรวมทั้งน้ำทะเลที่ถาโถมเข้าสู่แผ่นดินอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งไม่มีนราธิวาสหลงเหลืออยู่ในแผนที่โลก
* บ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด จะถูกคลื่นยักษ์ไซโคลนกระหน่ำแผ่นดินหายไม่มีเหลือ
*  ยะลา ถูกทะเลคลั่งโหมกระหน่ำ น้ำทะเลสูง แผ่นดินหายเหลือเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ที่จะมีชื่อเรียกใหม่ว่า เกาะยะลา
*  จังหวัดสงขลาน้ำจะท่วมสูง เกาะทุกเกาะจะจมหายจะเหลือเพียงหาดใหญ๋บางส่วนที่น้ำจะท่วมไม่ถาวร
*  ชลบุรี ชายฝั่งทะเลบางแสน ถูกคลื่นยักษ์ 4-5 เมตร ชัดกระหน่ำอย่างรุนแรง จรกระทั่งมหาวิทยาลัยเเห่งหนึ่งพังพินาศ แต่น้ำทะเลจะไม่ท่วมถาวร
* ฉะเชิงเทรา น้ำจะท่วมถึงสองฝั่งบางปะกงจนถึงฐานหลวงพ่อโสธร
*  กระบี่ จะถูกพายุพัดกระหน่ำ ผืนดินทางด้านตะวันออกจะหายไป ชาวประมงประมาณ 180 คน จะถูกกลืนหายไปในท้องทะเล
* ชุมพร จะเผชิญพายุฝนที่รุนแรง คลื่นซัด น้ำท่วมสูง ศาลกรมหลวงชุมพรจะเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์
*  อุทยานภูริน นางย่อง สิมิรัน จังหวัดพังงา ถูกคลื่นยักษ์ซัดหาย
* ภูเก็ต ถูกพายุถล่มอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งเกาะหายไปจากแผนที่โลกมีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 40,000 - 60,000 คน
* นครศรีธรรมราช จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ จะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 20,000 คน
*  พังงา น้ำท่วม แผ่นดินจะถูกกลืนจมหายไปในท้องทะเล
* ปัตตานีฝนจะตกหนักจนเกิดน้ำท่วมทั้งจังหวัด แต่วัดช้างไห้ของหลวงปู่ทวด จะปลอดภัย รูปปั้นหลวงปู่ทวดจะเเสดงปาฎิหาริย์ ลอยน้ำขวางกระแสน้ำเชี่ยว น้ำจะแห้ง วัดช้างไห้จะกลายเป็นเกาะกลางน้ำ
* เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์จะพังทลาย กระแสน้ำที่เชี่ยวกราดจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า จะมีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 200 คน
*  เกิดภูเขาไฟระเบิดอย่างกึกก้องกัมปนาทที่จังหวัดอุตรดิตถ์
* กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์จะมีปัญหาน้ำไหลอ้อมเขื่อนท่วมด้านล่างเสียหายบางส่วนรวมทั้งน้ำท่วมสูงแผ่นดินหายไปถาวรครึ่งจังหวัด
*  จังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติ์การณ์ กระแสน้ำสูงถึงฐานย่าโม่
*  ทุกจังหวัดของประเทศไทยต่างก็ได้รับความบอบช้ำด้วยกันทั้งสิ้น จะมากน้อยต่างกันไป บริเวณใดที่มีผู้คนถือศิลธรรมอาศัยอยู๋อาจได้รับการปกป้อง บรรเทาภัยพิบัติให้เบาบางลงไปได้บ้าง

   ข้อมูลทุกอย่างที่กล่าวมานี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ระดับความรุนแรงจะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังเช่นภูเขาไฟที่กล่าวว่าจะเกิดในสถาณที่หลายแห่งนั้น อาจเกิดระเบิดกึกก้อง กัมปนาทรวมกัน ในสถาณที่แห่งเดียวกัน แต่จะมีความรุนแรงมากกว่าปกติ กล่างคือ อาจมีลาวา จะพุ่งสู่ท้องฟ้าสูงเป็นพิเศษถึง 6 กิโลเมตร เป็นต้น...

  เหตุการณ์ต่างๆที่กล่าวมานั้น จะมีอยู่วันหนึ่งที่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาลจะกระแทกลงมายังโลกเป็นพลังงานที่จากลมพายุสุริยะ อันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่ 11 มนุษย์ทุกคนบนโลก จะได้พบเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศช่วงแรกๆจะรู้สึกหดหู่ เวิ้งว้าง ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล หลังจากนั้นไม่นานนักลมจะแรงขึ้น แรงขึ้น เสียงฟ้าเสียงลมจะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เป็นเสียงของนางพญามัจจุราชที่พิพากษาโลก ในด้านความเป็นมนุษย์คนชั่วทุกคนจะถูกประหารชีวิต และจะตายอย่างทรมาน ไม่เว้นแต่ผู้นำสังคม ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้นำลัทธิ ฯลฯ ส่วนคนดีจะได้รับการยกเว้นเอาไว้ให้ได้ทำความดีโดยไม่มีอุปสรรคต่อไป...
   ปลายปี พศ.2548นี้ จะเริ่มสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของโลกซึ่งจะส่งผลให้มีคนตายมหาศาล ส่วนผู้ที่มีศิล 5 จะรอดและอีก 5 ปีต่อไปนี้น้ำจะท่วมภาคใต้ และจะร้ายแรงกว่าสึนามิหลายเท่า ผู้คนทีรอดชีวิตจำต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อให้พ้นภัย โดยระหว่างทางจะพบกับคนนอนตายเกลื่อนกลาดจำนวนมาก
คนที่ไม่เคยเข้าวัดก็เข้าวัดซะยังทัน รีบหาของดีวัตถุมงคลติดตัวไว้ แต่ถ้าคนดีมีศิลอยู่แล้วก็ยิ่งดี และสุดท้ายให้นั่งสมาธิ เพราะไม่มีสิ่งใดจะช่วยเราได้นอกจากสมาธิ และผู้ปฏิบัติสมาธิได้อภิญญาเรียกว่าให้อยู่ใกล้คนดีเข้าไว้ และปีหน้า (พศ.2549) พระศรีอารย์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตย์อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตในตอนนี้ จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ (ท่านลงมาเกิดเที่ยวนี้มิใช่จะลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากเหตุการณ์อันเหลือที่มนุษย์จะรับมือได้ไหวครั้งนี้ เพื่อช่วยให้พ้นจากภัยสงครามครั้งมหึมาที่จะทำให้ม่คนตายมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านอาจจะเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ได้แต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น)
    หากท่านไม่แน่ใจว่าตัวท่านมีความดีพอที่จะรอดพ้นจากภัยมหาพิบัติครั้งนี้ละก็ ขอให้หาของติดตัวไว้เป็นอย่างดี หรือถ้าหาของดีไม่ได้จริงๆ ก็จงทำตัวของท่านให้เป็นคนดี เพื่อความดีจะได้รักษาท่านเอง หากท่านไม่เชื่อก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ เช่น เชื้อโรคที่ตาเปล่าของเรามองไม่เห็น แต่เราก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่มี เพราะเราไม่มีเครื่องมือคือกล้องจุลทัศน์ที่จะส่องเห็นแล้ว คือการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ แต่อยู่ที่ท่านจะใช้เครื่องมือ หรือรู้วิธีใช้เครื่องมือนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง
    ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านเขียนเอาไว้ว่าอีกไม่กี่ร้อยปี จะมีพระมหากษัตริย์ท่านหนึ่ง เดินทางจากทางเหนือมาบูรณะวัดท่าซุง ขณะนี้วัดท่าซุงก็ยังคงปกติดี แสดงว่าหลังจากนี้ไม่นานนัก คงต้องมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้วัดท่าซุงร้าง ซึ่งปัจจุบันวัดท่าซุงก็ยังมีคนไปทำบุญ ถือศิล ปฏิบัติธรรมกันอย่างไม่ขาดสาย แต่จะมีเหตุผลใดเล่าทีจะวัดร้างได้นอกจาก....(อาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ ระหว่างชาติอาหรับและอเมริกา ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดอภิมหาสงครามครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศไทยก็เป็นได้)

ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ จงหมั่นทำดีเพื่อรักษาชีวิตรอดเทอญ

    ในนิมิตบอกผมมาว่า อีกประมาณ 5 ปี จะเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ปัจจุบันปีนี้ พศ. 2548) แผ่นดินไทยที่สาปสูญบริเวณที่หายถาวรทั้งแผ่นดิน นราธิวาส สตูล ภูเก็ต หมู่เกาะสมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะทะเลตรัง ตราด เกาะช้าง หมู่เกาะทะเลตราด สมุย เกาะพงัน อ่างทอง ชะอำบริเวณที่เหลือบางส่วน แต่จะกลายเป็นเกาะเล็กๆ เกาะยะลา เกาะปัตตานี เกาะพัทลุง เกาะสิชล ขนอม เกาะหัวหิน เกาะหาดทรายรี ชุมพร บริเวณที่หายส่วนใหญ่ จะเหลือเพียงบางส่วน ยะลา หาดใหญ่ พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สมุทรปราการ อุบลราชธานี แผ่นดินริมแม่น้ำโขงตลอดแนว กาญจนบุรี ฯลฯ
    ประเทศไทยจะถูกแบ่งออกเป็น 3ส่วน ได้แก่พื้นที่ในส่วนภาคกลาง อันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ และบริเวณในส่วนภาคใต้ที่จะถูกแบ่งออกเป็น 2เกาะใหญ่ ได้แก่

1.  บริเวณตั้งแต่ชุมพรฝั่งตะวันตก ท่าเเซะ ระนอง สุราษฎร์ ฝั่งตะวันตก บริเวณด้านบนของอำเภอพนม อ.เทียนชา อ.บ้านนาเดิม นครศรีธรรมราชตอนบน ขนอม
2.  บริเวณตั้งแต่กระบี่ นครศรีธรรมราช ที่ต่อแดนกับกระบี่  ด้านบน ฉวาง ร่อนพิบูล ชะอวด จังหวัดตรังด้านตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกหลายเกาะ ได้แก่ เกาะสัต** เกาะยะลา เกาะปัตตานี เกาะพัทลุง เกาะสิชง ขนอม เกาะหัวหิน เกาะหาดทรายรี ชุมพร บริเวณที่จะกลายเป็นพื้นดินติดกับทะเล ดินแดนที่จะมีอาณาเขตติดกับทะเล ได้แก่ สงขลาทางด้านตะวันตก ยะลาทางด้านตะวันออก หาดใหญ่ กระบี่ตอนบน ด้านที่ติดกับจังหวัดสุราษฎร์ ตั้งแต่ อ.พนม  อ.เคียงชา จรดเขตจังหวัดกระบี่ ชุมพรด้านใน ท่าเเซะตอนล่างของเมือง ประจวบคีรีขันธ์
- ถนนธนบุรี-ปากท่อ ช่วงสมุทรสงครามและสมุทรสาคร
- ตัวเมืองแปดริ้ว บ้านค่ายปลวกแดง จ.ระยอง
- ตัวเมืองจันทบุรี และ ตลาดท่าใหม่ของวังน้ำเย็นจรดจังหวัดสระแก้ว
- เหนือเขื่อนเขาแหลมด้านตะวันตก
- กาญจนบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี มุกดาหาร สกลนคร
- นครพนม เลย หนองคาย อำนาจเจริญ
- บ้านร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก
- อุตรดิตถ์ ด้านที่ติดกับประเทศลาว น่าน ด้านตะวันออกตอนล่าง
- บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

.....ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะกลายเป็นชายฝั่งทะเล.....

     ประเทศไทยเป็นดินแดนอ้นศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้รับการปกป้อง คุ้มครองรักษาไว้ ซึ่งจะได้รับความบอบช้ำจากมหันตภัยธรรมชาติน้อยที่สุดในโลก และจะเป็นอู่ข้างอู่น้ำ ซึ่งมีความเจริญเป็นศูนย์กลางของโลกต่อไป
     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกคลื่นยักษ์ที่มาพร้อมกับพายุไซโคลนกระหน่ำทั้งเกาะจะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก ฟิลิปปินส์ ถูกไซโคลนกระแทก ก่อนเกิดเหตุการณ์จะแลเห็นน้ำทะเลเป็นสีดำหม่นหมอง บรรยาศหดหู่ เวิ้งว้าง ไม่นานนักก็จะเกิดพายุก่อตัวขึ้น พายุไซโคลนที่รุนแรง ข้างล่างดูด ข้างบนตี กระแทกจนกระทั่งเกาะทุกเกาะจมหายลงไปในท้องทะเล

- ไอร์แลนเหนือและใต้ อากาศจะหนาวจัดอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ในขณะเดียวกันจะถูกคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำในขณะที่หนาวจัดนั่นเอง
-  ฮ่องกงจะถูกทะเลคลั่ง น้ำทะเลสูง ชินจุงจะหายไปอย่างถาวร เกาะสนามบินแห่งใหม่จะถูกคลื่นตีแตกหายไปในทะเล ในบริเวณแถบนั้น จะเหลือเพียงเกาะเกาลูน และประเทศจีนเพียงบางส่วน
-  เกาะมาเก๊า เผชิญพายุฝนอย่างหนัก รวมทั้งคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจนกระทั่งเกาะทรุดเอียง น้ำทะเลขึ้นสูง ยามรุ่งเช้าหลังพายุสงบ จะเหลือเพียงโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง กับบาทหลวงที่กำลังสวดมนต์ภาวนาเพียง 3 รูปเท่านั้น
-  นิวซีแลนด์  จะถูกพายุโซนร้อนถล่ม ฝนที่ตกลงมาจะมีเม็ดโตเท่าลูกเห็บ น้ำจะท่วมสูงแต่เกาะจะไม่สูญหายถาวร
-  สหรัฐอเมริกา จะถูกพายุที่รุนแรงถล่มอย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งเกิดแผ่นดินไหวฉับพลัน 24 ริกเตอร์ เป็นระยะเวลานานถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้
-  สหรัฐอเมริกา จะถูกแบ่งออกเป็นสองซีก กลายเป็นเกาะ 2 เกาะ นิวยอร์กจะทรุดลงเหลือเพียงบางส่วน นอกนั้นจะจมหายไปในท้องทะเลจนหมดสิ้น
-  ตุรกี จะเกิดเเผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 16 ริกเตอร์
-  คิวบาจะจมหายลงไปในใต้ทะเล (ห่างจากอเมริกาประมาณ 10 นาที
-  เกาะสิงคโปร์ จะหายไปจากแผนที่โลก เหมือนเช่นที่ฟิลิปปินส์ จะเหลือเพียงเกาะเล็กๆ ในส่วนที่เคยเป็นยอดเขาของกรุงจากาต้าร์เท่านั้น
-  เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ แม่น้ำจะกลายเป็นทะเล แผ่นดินซีกตะวันออกจะจมหายไปทั้งหมด เกาหลีใต้จะจมหาย
-  ประเทศญี่ปุ่นจะหายไปจากโลก

    ก่อนเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ บรรยากาศจะเงียบงัน วังเวง หดหู่ เวิ้งว้าง มนุษย์จะเห็นเหตุการณ์ประหลาด เมฆสีเทาก้อนใหญ๋ 2 ก้อนลอยตัวเคลื่อนตัวเข้าหากัน แล้วชนก้นแตกกระจายเป็นเม็ดฝนโตๆ ใต้ทะเลเกิดคลื่นไซโคลนขยายตัว พุ่งเข้าหาหมู่เกาะ จนกระเเทกทุกเกาะเหมือนล้อมรั้วเกาะทุกเกาะจมหายลงไปในทะเล

-  ใต้หวันจะเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ตอนกลางเกาะถูกแบ่งออกเป็นสองซีก จากนั้นจะโดนคลื่นยักษ์กระหน่ำซ้ำเติม เกาะทั้งเกาะจมหายไป
-  สหรัฐอเมริกา แผ่นดินถูกผ่ากลางหายสาบสูญไปหลายรัฐ กลายเป็นเกาะ 2 เกาะ
-  เม็กซิโก บางส่วนกลายเป็นเกาะ
-  เเคนนาดา จะกลายเป็นหมู่เกาะใหญ่น้อยมากมาย
-  ไต้หว้น ญี่ปุ่น กัวเตมาลา เม็กซิโกซิตี้ เบนนิส ฮอนดูลัส เอลสวาดอร์ นิคารากัว คอสตาริก้า ไหหลำ แผ่นดินจีนด้านตะวันออก เซี่ยงไฮ้ มาเก๊า ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

      วิกฤตการณ์เลวร้ายน่าหวาดหวั่นจะบังเกิดขึ่นทั่วโลก ความหวาดกลัวไม่จำเป็นต้องรับรู้ผ่านหน้าจอทีวี เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้จะได้รับรู้รสชาติแห่งความกลัวตายกันทุกคน
     มนุษย์ที่รอดชีวิตไปได้ จะเข้าสู่ยุคใหม่ จะมีจิตใจที่ดีงามและมีอายุขัยทียาวจนน่าประหลาดใจ มีอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้า โดยที่ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีที่ก่อปัญหาให้กับโลกมากมายเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ต่างดาวได้ ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันบางคนก็ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลก และเป็นประเทศแรกทีทมีผู้สร้างยานอวกาศไปท่องจักรวาลได้เป็นแห่งเดียวของโลกโดยใช้พลังจิตในการขับเคลื่อน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้ให้เกิดพลังงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลกให้เสียหายเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน
     นอกจากนี้ ต่อมไพนิล หรือตาที่ 3 ของมนุษย์จะถูกฟื้นฟูขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีตในระยะเวลาไม่นานนัก (ภายใน 6 ปี)
    พระศรีอริยะเมตไตรจะเปิดเผยพระองค์ เพื่อปลอบประโลมสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลมนุษย์ชาติ ที่มีความบอบช้ำทางจิตใจซึ่งในขณะนี้พระองค์ท่านได้เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์แล้ว กำลังเป็นสามเณรในพุทธศาสนา และพระองค์ได้มาปรากฏที่ประเทศไทยนี่เอง
    ดังเช่นที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านบอกว่า ใครบ้ามาลองภูมิท่าน ท่านก็แกล้งทำตัวเป็นคนบ้าตอบเสียเลย เพราะพวกมาลองของกับหลวงพ่อ พวกนี้พอพูดความจริงไม่ค่อยเชื่อ แต่พอโกหกคิดว่าเป็นเรื่องจริง.......

คำทำนายบางตอนจาก คัมภีร์ใบลานอักขระธรรม

ซึ่งได้มีการทำนายเกี่ยวกับภัยพิบัติโลกอีกฉบับหนึ่งไว้ดังนี้....

      พระอินทร์ พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดรู้แล้วจงรีบร้อนบอกเล่าสู่กันฟัง หรือพิมพ์แจกจ่ายตามกำลังศรัทธาจะเกิดมหากุศลช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง ถ้าบุคคลใดไม่เชื่อมั่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเดือดร้อนในปีจอนี้ ขึ้น 4ค่ำ ผู้มีบุญจะลงมาเกิดพร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้ ถ้าไม่มีอยู่ในบ้านเรือนบ้านช่องของพวกผู้ใดจะมีพวกผีปีศาจร้ายเข้าทำลายอย่างแน่แท้ ในปีจอต่อปีกุนยามเดือนหงาย จะเกิดมีงูพิษอยู่บนหัวกัดฉกให้ตาย และฝูงชนทั้งหลาย จะเกิดเดือดร้อนหลายประการ เช่น

* ทุกข์ยากร้อน เพราะศึกสงครามบ่แล้ว ทุกข์ยากร้อน เพราะมีคนตายตามทุ่งไร่ ทุ่งนา
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะน้ำและไฟ ทุกข์ยากร้อนเพราะไม่มีผู้เฒ่า
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะไม่มีใครจะดูแล
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะไปต่างประเทศไม่สะดวก
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะอดข้าวปลาอาหาร
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะนอนไม่หลับ
*  ทุกข์ยากร้อน เพราะผัวเมียไม่เห็นหน้ากัน

      ในปีจอนี้เมืองเวียงจันทร์ จะมีองค์ฤาษีทองคำสิกขาลาบวชออกมาเป็นพ่อค้า ในปีจอขึ้น 8 ค่ำ ห้ามไม่ให้ใครตักน้ำ อาบน้ำ กินน้ำ ตามห้วยหนองคลองบึง หลังพระอาทิตย์ตกดิน(ก่อนมืดค่ำ) พยายมราชจะนำเอายาพิษพ่นมาใส่โลกมนุษย์
ในปีจอ กรุงเทพจะแตกพังทลายตอนเวลาไก่ขัน พระแก้วมรกตหัวเมืองเชียงใหม่เม็ดข้าวใหญ่ จะได้กลับคืนสู่เวียงจันทร์
       และนี่คือพระคาถาขององค์อินทร์ พรหม ยมราช ได้เขียนลงในใบลานจงเก็บรักษาเก็บไว้ให้ดี เพื่อช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ ในยามเกิดเหตุการณ์มหันตภ้ย พระคาถาได้เขียนไว้ดังนี้

"ปะโต เมตัง ปะละชิมินัง สุขะโต จุติ
เมตตะ นินะนัง สุขะโข จุติ"

     พระคาถาข้อนี้จะเขียนลงใส่ใบลานแผ่นทองหรือแผ่นผ้าก็ดีให้ติดไว้บนประตูห้องเรียนหรือรถราพาหนะ หรือพันหัวไว้ในยามเกิดเหตุการณ์จะช่วยให้รอดพ้นภัยอันตราย ในกาละเวลานี้ เทพเจ้าเหล่าเทวดาผู้ที่คุ้มครองรักษาเหล่ามนุษย์โลก ได้ไปกราบทูลต่อพระอินทร์ว่า มนุษย์โลกทำกุศลผลบุญ(ความดี)เพียง 3ส่วน และทำบาปกรรมถึง 10ส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้พระอินทร์จะได้ลงโทษกับมนุษย์โลกถึง 9ข้อ นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน คือ

- จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหวหวั่น
- จะให้เกิดสารพิษต่างๆ(อากาศ- อาหารเป็นพิษ)
- จะให้เกิดไฟไหม้(อัคคีภัยไฟ)
- จะให้เกิดกาฬโรคต่างๆ(พยาธิร้าย)
- จะให้เกิดน้ำท่วม(อุทกภัย)
- จะให้เกิดอดข้าว ปลา อาหาร
- จะให้เกิดฟ้าผ่า
- จะให้เกิดอาฆาติฆ่าฟันกันเอง สำหรับคนใจบาป
- จะให้เกิดร้อนมากหนาวมาก

    มหันตภัยทั้ง 9อย่างนี้ จะรอดพ้นเฉพาะคนใจบุญ คนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น รู้เเล้วจงบอกต่อกันไปให้เร่งรีบทำแต่ความดีมากกว่าทำบาปกรรมชั่วร้าย ถ้าผ่านปีจอ ปีกุนไปแล้วทุกคน ลูกหลาน เหลน จะได้รับความสุขสบายกันทั่วหน้า (เวลาเหลือน้อย) ให้ทุกคนเคร่งครัดถือศิล 5 ข้อ ให้ขยันไหว้พระ ภาวนา ให้ทานเพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง ศิล 5 ข้อได้แก่

1.  ห้ามเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต เพราะทุกชีวิตใครก็รัก
2.  ห้ามลักเล็กหรือขโมยเอาสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน
3.  ห้ามล่วงเกิน เป็นชู้กับผู้อื่น เมีย ผัว คนที่มีเจ้าของแล้ว
4. ห้ามพูดปดหลอกลวงคนอื่นในทางไม่ดี ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกสามัคคีหรือสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง
5.  ห้ามดื่มสุราของมึนเมาทั้งหลายทั้งปวง

    นอกจากหนังสืออินทร์ตกที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีพระผู้ทรงศิลองค์หนึ่ง ได้พบเห็นเนื้อในอักษรธรรม เขียนจารึกไว้บนก้อนหินศิลาที่พึ่งพ้นจากพื้นดิน ในภูผาดงแห่งหนึ่งทีพระรูปนี้ได้เดินธุดงค์ วิปัสนากรรมฐานผ่านไป ไม่ขอบอกนามพระและกำหนดสถาณที่อย่างแจ้งได้ เพราะได้สอบหาข้อมูลละเอียดแล้ว พระผู้ทรงศิลกล่าวว่า "โยมเอ๋ย ถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ดวงจิต เพราะถึงเวลาแล้วที่สวรรค์จะไม่มีความลับ ถ้าโยมเชื่อก็จะเป็นกุศล ถ้าไม่เชื่อก็เป็นอกุศล" รู้เพียงเท่านั้น จึงขอบอกเล่าสู่ท่านฟัง ตามคำกล่าวของผู้ทรงศิลรูปนี้ในปีระกา-ปีจอและปีกุน
เดือน 7 - 8 จะเกิดเหตุร้ายตามถนนหนทาง
เดือน 9 - 10 คนใจบาปหยาบช้าจะถูกล้างผลาญให้หมดไป
- มีบ้านก็ไม่มีคนอยู่
- มีข้าวก็ไม่มีคนกิน
- มีทางก็ไม่มีคนเดิน

สุดท้ายพระผู้ทรงศิลยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ดังหนังสือ

"อินทร์ตก"   "อินทร์ตื่น"
    
    ถ้าท่านผู้ใดเชื่อ ศรัทธา บูชา เคารพกราบไหว้หรือบนบานว่าจะบอกเล่าถึงผู้อื่นหรือพิมพ์ลงแจกให้สาธุชน คนทั้งหลายรับรู้ด้วยแล้ว ท่านจะปราถนาสิ่งใดจะได้ดั่งใจนึก พยาธิที่เบียดเบียนอยู่ก็จะหายขาด...

เคยมีคนบอกผมว่า ในหลวงท่านถอดจิตได้

     ถ้าหากไม่ติดพระราชกรณียกิจใดๆ ในหลวงท่านจะนั่งสมาธิ ตั้งแต่ 6 ทุ่มถึง 6โมงเช้าทุกวัน ผมฟังทีแรกก็ยังไม่อยากเชื่อเลย แต่ผมได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ได้พูดถึงในหลวงว่า ท่านมีสมาธิดีมาก ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตามธรรมดา หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แห่งวัดท่าซุงจะอัดเทปถวายในหลวงเพื่อนำไปปฏิบัติธรรม เท่าที่ผมทราบมา ท่านเอาเทปของหลวงพ่อฤาษีลิงดำอัดถวายแขวนคอ แล้วเดินจงกรมที่พระราชว้งไกลกังวล หัวหิน บางครั้งท่านก็นั่งสมาธิโดยจับเสียงคลื่นเป็นอารมณ์กรรมฐาน
   ในหลวงท่านทรงแนะนำให้บุคคลใกล้ชิดได้ปฏิบัติธรรมด้วย เช่น พระราชวงศ์ องคมนตรี องครักษ์ หรือแม้แต่บุคคลที่ใกล้ชิดกับท่าน
      มีหลายพระองค์บอกว่า ในหลวงเป็นผู้ทรงฌานคนหนึ่ง เวลาท่านไปใหน พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายองค์ขยับแล้วขยับอีก แต่ในหลวงท่านเพียงแค่กระพริบตาอย่างเดียว นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเลยได้เป็นชั่วโมงๆ พลตำรวจเอกที่เคยเป็นองครักษ์ของท่านองค์หนึ่ง ก็เคยพูดว่า ในหลวงท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยนั่งสมาธิเห็นร่างของท่านเป็นเนื้อเเดงๆ ลอกออกจนเห็นกระดูกสีขาวๆ
     ผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในหลวงท่านเคยถอดจิต(จะว่าถอดจิตก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะโอเลี้ยงหายไปครึ่งแก้ว)
     มหาท่านหนึ่งที่มีบารมีมาก สามารถต่อรองกับพยายม เพื่อนำคนที่ตกนรกแล้วขึ้นมาได้ ในหลวงท่านถอดจิตมาหา ก็เพราะต้องการให้ช่วยอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เป็นเชื้อพระวงศ์ขึ้นจากนรก แต่ท่านนี้ไม่ยอมช่วยเพราะเหตุผลไม่ถูกกับอดีตนายกคนนี้
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ถ้าในหลวงท่านถอดจิตมา(มาแค่จิตอย่างเดียวร่างกายไม่มาด้วย)โอเลี้ยงคงไม่หายไปครึ่งถ้วยหรอกครับ แสดงว่า ในหลวงท่านหายตัวได้ครับ ในหลวงท่านฝึกสมาธิจนถึงขั้นอภิญญา ซึ่งลูกศิษย์สายหลวงพ่อฤาษีลิงดำมีหลายคนทำได้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพียงแต่ว่าเขาไม่ค่อยแสดงฤทธิ์เท่านั้นเอง

พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว โดยพล.ต.อ.วิสิษฐ์ เดชกุญชร
คัดลอกจาก http:www.ybat.org

      "ด้วยพระเมตตา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย์เดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายในหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เป็นแรงบันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน"
     หากเราได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาท แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย์เดช เราจะเข้าใจได้อย่างแจ่มชัด ด้วยคำสอนที่พระองค์ทรงพระราชทานให้แต่ละข้อ แต่ละอย่างนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ทรง ไตร่ตรองพิเคราะห์ถึงปัญหานั้นอย่างถ่องแท้แล้วว่า จะเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา การดับทุกข์ได้ด้วยสมาธิ ธรรมดาสภาวะจิตอันเป็นสมาธิ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากการบังคับควบคุม เกิดขึ้นจากความผ่อนคลายหรือเกิดจากสภาวะคับขันต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้า จะทำต้องให้เร่งรวบรวมสติให้มั่น ไม่ว่าสมาธิจะเกิดขึ้นอย่างไร สมาธิเป็นของดี เป็นของที่เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน เป็นของที่มีอยู่ในกายและในจิตอันพร้อม เป็นเจ้าของได้ เป็นของเข้าใจง่ายและใช้ได้กับทุกๆคน ทุกเพศ ทุกวัย และความเข้าใจอ้นแจ่มชัดที่แสดงให้เห็นว่า สมาธิเองก็มิใช่ของที่เกิดขึ้นได้โดยลำพังหรือใช้โดยลำพัง แต่สมาธิที่ดียังประโยชน์แก่ผู้อื่นได้อีกมากหากผู้ใช้สมาธิรู้จักการปฏิบัติที่ถูกต้อง ถูกต้องทั้งตนเองและทั้งแก่ผู้อื่น ดังที่ได้ศึกษาจากรอยพระจริยวัตรแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย์เดช อันได้ทรงแสดงไว้ถึงเรื่องราวของ "สมาธิ"
ผู้ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานหรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่เป็นเวลานานๆ เช่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คงจะได้เห็นได้ด้วยความพิศวงกันทุกคนด้วยกันว่า ถ้าทานทรงประทับนั่งลงแล้ว จะประทับในอริยาบถนั้น ตั้งแต่เริ่มพิธีไปจนกระทั่งจบ ไม่ทรงเปลี่ยนพระอริยาบทเลย
     นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติพระราชยากรณียากิจอย่างกระฉับกระเฉงต่อเนื่อง ไม่มีอาการที่แสดงว่าทรงเหนื่อย หรือทรงเบื่อเลย ผมเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยเเห่งในกรุงเทพ พิธีนั้นยาวประมาณ 4 ชั่วโมง และมีบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นจำนวนมากหลายพันคนได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยเช่นกัน แต่ผมได้เห็นมากกว่านั้นคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงตำหนักจิตรดารโหฐาน ในตอนค่ำวันนั้น พระเจ้าอยู่หัวท่านยังทรงออกกำลังกายบริหารพระวรกาย ด้วยการวิ่งในศาลาดุสิดาลัยอีก
       ในการประกอบพระราชกรณียากิจอืนๆก็เช่นกัน พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงปฏิบัติด้วยพระอาการที่แสดงว่า เอาพระทัยจดจ่ออยู่ก้บพระราชกรณียากิจนั้นๆอย่างต่อเนื่อง ไม่ทรงเหน็ดเหนี่อยหรือเบื่อหน่าย เช่นในการทรงดนตรีที่ใครๆมักจะนึกว่าเป็นการหย่อนพระราชหฤทัย เป็นต้น ผมเคยเห็นท่านประทับทรงดนตรีตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง โดยทรงนั่งไม่ลุกเลย แม้แต่จะเสด็จฯไปสรง ในขณะที่นักดนตรีอื่นๆลงกราบแล้วถอยหลังลุกไปเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราวทุกคน
       ในการทรงเรือใบก็เช่นกัน ทรงจดจ่ออยู่กับการบังคับเรืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบ ครั้งหนึ่งเคยเสด็จออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงเเล่นเรือใบเข้าฝั่ง ตรัสกับผู้มาเฝ้าฯ อยู่ด้วยความฉงนว่า เพราะเรือใบพระที่นั่งไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาเเข่งเรือใบถือว่าฟาวล์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงว่าการทรงดนตรีก็ดี ทรงเรือใบก็ดี สำหรับท่านเป็นงานอีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้องทำด้วยความจดจ่อ และต่อเนื่องไปจนเสร็จเหมือนกัน พระราชกรณียกิจอื่นๆ ทั้งน้อยทั้งใหญ่ ทรงปฏิบัติแบบเดียวกันคือ ด้วยการเอาพระราชหฤทัยจดจ่อ ไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทิ้งขว้าง แบบทำๆ หยุดๆ เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจทั้งหลายเหล่านั้น สำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่ ผมไปรู้เอาหลังจากการเข้ารับราชการในตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำอยู่ไม่นานนักว่า ที่ทรงสามารถจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจได้เช่นนั้นก็เพราะสมาธิ ผมไม่ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงดำริฝึกสมาธิตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มในเดือนตุลาคม พศ. 2499 เมื่อทรงผนวชแล้วทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศฯ ทรงอยู่ในสมณเพศเป็นเวลา 15วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชฌาจารย์ ทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (เมื่อครั้งยังเป็น พระโสภณคณาภรณ์) ให้เป็นพระอภิบาล(พระพี่เลี้ยง) ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้จะทรงมีเวลาน้อย แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศึกษาและปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด และคงจะได้ฝึกเจริญพระกรรมฐานในโอกาสนั้นด้วย เมื่อผมเข้าไปเป็นตำรวจพระราชสำนักประจำปี พศ. 2513 นั้น ปรากฏว่า การศึกษาและปฏิบัติสมาธิหรือกรรมฐานในราชสำนักกำลังดำเนินอยู่แล้ว และพระองค์ก็ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และข้าราชบริพารหลายคน ทั้งฝ่ายพลเรือน และฝ่ายทหารก็กำลังเจริญรอยตามพระยุคคลบาทอยู่ด้วยการฝึกสมาธิอย่างขมักเขม้น ผมไม่ได้ตั้งใจจะฝึกสมาธิ แม้ว่าจะเคยศึกษามาก่อน โดยเฉพาะจากหนังสือของพระอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แต่ระหว่างตามเสด็จโดยรถไฟ จากกรุงเทพมหานครไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีฯ เมื่อพศ. 2515 เป็นการเดินทางไกลกว่าที่ผมคิด หนังสือเล่มเดียวที่เตรียมไปอ่านฆ่าเวลาบนรถไฟก็อ่านจบเล่มเสียตั้งแต่กลางทาง ขณะนั้นผมเห็นนายทหารราชองค์รักษ์ประจำที่ ถวายหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่วมกันสองนาย ใช้เวลาว่างนั่งหลับตาทำสมาธิ จึงลองทำดูบ้าง โดยใช้อานาปานสติ(กำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้าหายใจออก)อันเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ และท่านอาจารย์พุทธทาสแนะนำ ปรากฏว่าจิตสงบเร็วกว่าที่ผมคาด และเห็นนิมิตเป็นภาพสีสวยๆ งามๆ มากมาย และเป็นเวลาค่อนข้างนานด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดสมาธิและเป็นอีกผู้หนึ่งที่ปฏิบัติสมาธิมาเป็นประจำจนถึงทุกวันนี้
     เมื่อความทราบถึงพระกรรณว่าผมเริ่มปฏิบัติสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำด้วยพระองค์เอง ผมจึงได้รู้ว่าพระสมาธิของท่านนั้นก้าวหน้าไปแล้วเป็นอันมาก รับสั่งเล่าเองว่าแม้ใช้อานาปานสติเป็นอุบายการฝึกสมาธิ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงไม่สามารถที่จะกำหนดพระอาสาสะ(ลมหายใจเข้า)และพระปัสสาสะ(ลมหายใจออก)ได้แต่ลำพังต้องทรงนับกำกับ วิธีนับของท่านทรงทำดังนี้ หายใจเข้าครั้งที่หนึ่งนับหนึ่ง หายใจเข้าครั้งที่สองนับสอง หายใจเข้าครั้งที่สามนับสาม หายใจเข้าครั้งที่สี่นับสี่ หายใจเข้าครั้งที่ห้านับห้า หายใจออกครั้งที่หนึ่งนับหนึ่ง หายใจออกครั้งที่สองนับสอง หายใจออกครั้งที่สามนับสาม หายใจออกครั้งที่สี่นับสี่ หายใจออกครั้งที่ห้านับห้า และเมื่อถึงห้าแล้วหากจิตยังไม่สงบก็จะนับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหาห้า กลับไปกลับมาจิตทรงอยู่กับ หนึ่งเข้าหนึ่งออก ตลอดเวลา
        พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงศึกษาเรื่องสมาธิ ด้วยการรวบรวมและประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกท่าน แล้วก็ทรงพระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ทีทรงทราบว่ากำลังปฏิบัติอยู่ ครั้งหนึ่งทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของสมเด็จญาณสังวรฯให้ผม รับสั่งว่าเป็นเทปบันทึกการแสดงธรรมเรื่องฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วย ธรรมหมวด 6รวม 6ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์และความไม่มีตัวตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัณหา พระสูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไปใส่เครื่องบันทึกเสียงแล้วเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ปิดแล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก
    หลังจากนั้นไม่นานนักได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าอยู่หัวมีพระราทานกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จแล้วหรือยัง เป็นอย่างไร ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตามตรงว่าฟังได้ไม่ทันจบม้วนก็ได้หยุดฟังเสียง แล้วตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมฟังไม่ได้ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบทูลตรงๆว่าสมเด็จฯเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคเป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำ และประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง พระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสถามว่า ที่สมเด็จฯเทศน์ไม่รู้เรื่องนั้น ก็เพราะคิดไปก่อนใช่หรือไม่ว่า สมเด็จฯท่านพูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ทรงแนะนำว่าให้กลับไปทำใหม่คราวนี้อย่าคิดไปก่อนว่าสมเด็จฯจะพูดอย่างไร สมเด็จฯหยุดก็ให้หยุดไปด้วย ผมกลับมาทำตามพระราชพระกระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกฟังเสียงเทศน์ของสมเด็จฯ จากเครื่องบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้งแต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ สมเด็จฯหยุดตรงใหนผมก็หยุดตรงนั้น และไม่คิดไปก่อนว่าสมเด็จฯจะพูดอย่างไร คราวนี้ผมฟังได้จนจบ และเห็นจริงดังพระราชดำรัส เทปบันทึกเสียงมัวนนั้นเป็นม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง..
    ครั้งหลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้นรู้สึกตัวว่า ตัวเองลอยขึ้นจากพื้นสูงประมาณศอกหนึ่ง ที่เเรกไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้นหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่าทางเหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจต้องเลิกจากสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงวิจารณ์ว่าถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นไม่ควรเลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้นอีก
       ครั้งหนึ่งหลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบผมรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเลื่อนลงต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ คือตัวผมและที่ปลายข้างล่าง ผมเเลเห็นเป็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมากกลัวจะหลุดออกจากท่อจึงเลิกทำสมาธิ ท่านทรงรับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว(มีสติ)อยู่ก็ไม่ควรจะเลิก ถึงหากหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยังอยู่ และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรกับตน
ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ทุกท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสสอนให้ "ดำรงสติให้มั่น"
      ในเวลาที่ทำสมาธิในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัวเคยตรัสเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะกำลังทำสมาธิอยู่พระจิตสงบและเกิดนิมิตในนิมิตนั้นพระเจ้าอยู๋หัวทรงทอดพระเนตรเห็นพระกร(แขนท่อนล่าง)ลอกออกทีละชิ้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ(หนัง)ลงไปถึงพระอัฐิ(กระดูก)
    พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยทั้งใหญ่ จึงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนักในตำเเหน่งพระมหากษัตรย์ได้โดยไม่สะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยเเละเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับพระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น
     ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัว พระองค์นี้เป็นพระประมุขและในฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ให้เป็นที่ร่มเย็นของเราและของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาทด้วยการศึกษา และปฏิบัติสมาธิกันอย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

โอวาทธรรม คัมภีร์กัปป์สุดท้าย

       องค์พระศรีอริยเมตไตรย์ และพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม ทรงน้อมสดับฟังพระวัจนะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงเรื่องการประคับประคองช่วยเหลือเหล่าเวไนยสัตว์ที่ต้องเผชิญกับสิ่งชั่วร้าย ในช่วงวาระกัปป์สุดท้ายว่า
    "ฟ้าเบื้องบนจะทรงบัญชาให้เทพยดาผู้คุมเกณฑ์กำหนด ตารางสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อสำรวจดูคัมภีร์กัปป์สุดท้ายนี้ หากพบว่ามีเหล่าสาธุชนเผยเเพร่ออกไป ด้วยความเคารพศรัทธา พวกเขาทั้งหลายย่อมสามารถรอดพ้นจากเกณฑ์วาระแห่งมหันตภัยได้ และทุกชีวิตในครอบครัวจะไร้ทุกข์โศก"

     ผู้ที่ละเว้นกรรมชั่ว ถือศิลกินเจ ประกอบแต่คุณงามความดี จะไม่ต้องเศร้าสลดวิตกกังวลประสบพบเจอภัยพิบัติทั้ง 10 ประการ อันได้แก่
1.  ถูกเพลิงไหม้เผาผลาญ ถูกน้ำไหลบ่าท่วมท้น
2.  ถูกเมฆหมอก ควันพิษทำลายล้าง
3.  มึนซึม หลับไหลหมดสติตาย
4.  ถูกสัตว์ร้าย งูพิษ ขบกัด
5.  ถูกประหัดประหารเข่นฆ่า ตายด้วยภัยสงคราม
6.  สามีภรรยา ต้องพลัดพรากหย่าร้าง
7.  ต้องเร่ร่อน อพยพหลบหนี ไม่มีที่อยู่
8.  ต้องเผชิญกับอากาศที่ผันเเปร ทั้งหนาวทั้วเหน็บ ทั้งร้อนแลแห้งแล้ง
9.  ต้องเศร้าโศก ต่อภาพของซากศพที่กองเกลื่อนกลาด
10.ไม่ได้พบเห็นความสงบสุขและสันติ

     หากมนุษย์ในโลกจิตใจชั่วร้ายต่ำทรามลบหลู่หลักธรรมคัมภีร์สิ้นศรัทธาในคุณความดี ถึงเกณฑ์ปีวอก ระกา จอ กุน เมื่อใด เมื่อนั้นมีข้าวก็ไร้คนกิน มีเสื้อก็ไร้คนใส่ มีถนนก็ไร้คนเดิน มีบ้านก็ไร้คนอยู่ มีที่นาก็ไร้คนทำ จวบจนถึงวาระเดือนห้า เหล่าคนชั่วร้ายจะตายสิ้นซากศพจะเกลี่อนกลาดเต็มพื้น
    บนท้องถนนคนล้มตายนับไม่ถ้วน มหันตภัยมาถึง หนึ่งหมื่นคนตายเก้าพันพืชพันธุ์ธัญญาหารเก็บเกี่ยวได้น้อย เกิดลมพายุฝนฟ้าคะนองเหล่าพญานาคดุร้ายเกะกะระรานไปทั่ว
    ถึงกาลเวไนยสัตว์มีภัย องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ จึงมีพระบัญชาส่งสองขุนพลจอมเทพผู้พิทักษ์ด่านประตูสวรรค์ลงสู่แดนมนุษย์เหนือบรรยากาศโลก เทพยดาทีสัญจรอยู่เหนือโลกมนุษย์ จะบัญชาการส่งหมู่ดาว "อ่านชิง" ลงเก็บกวาดคนชั่วร้ายทั้งหมด จะเกิดทุพภิขภัยข้าวยากหมากเเพง
องค์พระศรีอริยเมตไตรจะปรากฏ.....
    สองขุนพลจอมทัพผู้พิทักษ์ด่านประตูสวรรค์ลงสู่แดนมนุษย์นับจากปีจอ เริ่มต้นด้วยโรคระบาด จนถึงปีกุนประชาราษฎร์ ในเก้าคนรอดตายเพียงหนึ่ง

จะเกิดมหันตภัยใหญ่ ครอบคลุมไปทั่ว อ้นได้แก่

-   ภัยจากแรงลมมหาศาล
-   ภัยจากไฟไหม้คุกคาม
-   ภัยจากน้ำท่วมใหญ่
-   ภัยจากการทำศึกสงคราม
-   ภัยจากโรคร้ายที่ไม่เคยมีมาก่อน
-   ภัยจากสัตว์ร้ายมีพิษขบกัด
-   ภัยจากระแสไฟฟ้า อดอยาก
-   ภัยจากการคลอดบุตร
-   ภัยจากการสูญสิ้นของมวลมนุษย์ชาติ

     องค๋สมเด็จพระศากยมุนีพระพุทธเจ้าทรงครองธรรมกาล 3000 ปี ลุลวงถึงปัจจุบันครบบริบูรณ์ พระศรีอาริยเมตไตรยทรงสิบทอดครองธรรมกาลต่อ
     เริ่มเข้าเกณฑ์ ปีวอก จนถึงปีชวด พืชพันธุ์ธัญญาหารจะไม่สมบูรณ์ ผู้คนจะอดอยากตาย มีภัยสงครามยากจะหลีกหนี
     หากมีคนนำคัมภีร์นี้เผยเเพร่ไปถึงพัน ถึงหมื่น จะรอดพ้นจากภัยพิบัติเข้าถึงยุคบรรพกษัตริย์ เหยาและชุ่น อ้นเป็นยุคที่บ้านเมืองเจริญรุ่งโรจน์ สังคมมีความยุติธรรม ผู้คนได้ประสบสุขเกษมสันต์อยู่ร่วมกันในโลกดอกบัวแห่งมหาสันติเบ่งบาน
คนพาลสันดานหยาบแม้ล่วงรู้กลับลบหลู่ปกปิดมุ่งทำลายย่อมประสบกับเภทภัยทั้งสิบประการ ตายแล้วก็ยากจะได้กลับมาเกิดอีก

   สาธุชนคนดี ประกอบด้วยเมตตาจิตตั้งใจเผยเเพร่ออกไป เขาเหล่านั้นย่อมประสบความแต่ความเป็นสิริมงคล ทุกคนในครอบครัวจะร่มเย็นเป็นสุข สามารถรอดพ้นจากมหันตภัยทั้งหลายได้



ที่มา--หนังสือพุทธพยากรณ์และภัยพิบัติโลก

ปล. หากใครสนใจติดต่อพิมพ์หรือสั่งซื้อได้ที่ เลี่ยงเซียงจงเจริญ
เลขที่ 199 ถ.บำรุงเมือง เเขวงสำราญราษฏร์
เขตพระนคร กทม. 10200
โทร : 02-2226095-6 เเฟ็กซ์ 02-6210437


ปล.
**ตอนนี้หนังสือแจกหมดแล้วนะคะ งดแจกชั่วคราว เนื่องจากกำลังอยู่ในโหมดกำลังมีฐานะ ^___^  ส่วนที่แจกไปเป็นส่วนที่สั่งพิมพ์เก็บไว้นานแล้วค่ะ**



ในโลกใบนี้....