คำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เชื่อเรื่องกรรมที่ทำในปัจจุบันจึงสอนให้คนทั้งหลายทำความดี ส่วนอดีต(จะนาทีที่ผ่านมาหรือ หลายวันหรือ หลายปีหรือ หลายชาติ เป็นอดีตหมด)แก้ไขไม่ได้แต่เป็นบทเรียนให้เรามาทำปัจจุบันให้ดีได้ อนาคตก็ไม่ต้องห่วงมันเมื่อปัจจุบันทำดีไว้แล้ว อนาคตดีเองเพราะความดีที่ทำเป็นบารมีให้เราเอง อายุยืนยาวหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ถ้าทำความดีไว้แล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเกียจคร้านมีความเพียรเลวมีอายุอยู่ร้อยปี สู้ผู้ปรารภความเพียรมีความเพียรมั่นแม้มีชีวิตอยู่วันเดียวประเสริฐกว่า" มีคำบาลีไว้อีกว่า" เอถ ปัสสถิมัง โลกัง จิตฺตัง ราชระถูปะมัง ยัตถะ พาลา วิสีทันติ นัตถิ สังโค วิชานะตัง" แปล"สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันตระการดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ ส่วนผู้รู้หาข้องอยู่ไม่" ก็ไปพิจารณาเองแล้วกัน ถ้าเชื่อท่านต้องปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว เลิกงมงายเถอะ
เมื่อเราฝึกสมาธิไม่ว่าจะเป็นการนั่งหรือเ
ดินจงกรม ก็ขอให้ทำตัวสบายๆ ข้อสังเกตุคือถ้านั่งก็ขอให้ดูลมหายใจว่าละเอียดช้าลงหรือไม่ ถ้าใจสงบลมหายใจจะละเอียดและช้าลง เช่นเดียวกันถ้าเดินแล้วใจสงบมีสติอยู่กับตัวการก้าวย่างก็จะช้าลง ดังนั้นการที่ไปกำหนดให้ค่อยก้าวช้าก่อนจึงเป็นการฝื้น จะพูดเรื่องอนิจจังสักหน่อยพอให้เข้าใจเป็นแนวทางพิจารณา ชีวิตคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาไม่ว่าจะแก่ขึ้น หรือต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือที่อยู่ เพราะโดยธรรมชาติทุกอย่างในโลกนี้ล้วนต้องเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงไปพระพุทะเจ้าจึงทรงตรัสว่า อนิจจัง แต่จะเปลี่ยนแปลงในทางดีหรือเลวขึ้นอยู่กับการกระทำของเราว่าเราได้กระทำตัวของเราให้ดีแค่ไหนหรือทำตามใจตัวโดยไม่พิจารณาให้ดีก่อน ดังนั้นเราต้องรู้จักปลงยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้ด้วยขันติและวิริยะ ขอเพียงแต่ทำตัวให้ดีด้วยธรรมของพระพุทธเจ้ารับรองว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นแน่นอน
เหนื่อยกายคนเราก็พักผ่อนหลับนอน แต่เหนื่อยใจก็ต้องให้ใจพักผ่อนบ้างด้วยสมาธิ แต่หลายคนนั่งสมาธิแล้วกลับเครียดเพราะว่าคิดว่าต้องนั่งนานๆจึงเป็นการนั่งสมาธิ ความจริงแล้วไม่ใช่ จะนั่งนานหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่นั่งแล้วใจต้องสงบนี้เป็นจุดประสงค์หลักต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้องก่อนว่าการฝึกสมาธิเพื่อให้ใจสงบละกิเลสและตัณหาอันนำไปสู่ความโลภ(การละความโลภคือการหามาได้ด้วยขันติและวิริยะแล้วรู้จักให้ไม่ใช่ไม่เอาอะไรเลยนั้นมันขี้เกียจต่างหาก) ความโกรธ และความหลง มาถึงการเริ่มต้น ควรเริ่ม จากน้อยไปหามากสำหรับคนไม่เคยฝึก แต่ถ้าเคยฝึกแล้วแต่ใจไม่เคยสงบก็มาลองวิธีนี้ดูบ้าง (เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอนไว้) แต่อย่าคิดว่าต้องเห็นนรกหรือสวรรค์นะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเป็นเรื่องของบารมีของแต่ละคน(รวมฤทธิ์เดชต่างๆด้วย)พระองคสอนให้เรารู้กิเลสตัณหาในตัวเราอันก่อให้เกิดความโลภ โกรธและหลง เรามาเริ่มกันดีกว่า เราต้องกำหนดรู้ดูลมหายใจของเราว่าเข้าหรือออกอยู่ รู้อยู่แค่นี้ ไม่คิดอะไรหรือวิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น เริ่มที่๓-๕นาทีก่อนโดยตั้งนาฬิกาปลุกไว้(แต่อย่าให้เสียดังมากนะเอาเสียงเบาๆพอให้รู้ เราจะได้ไม่ต้องกังวลเรือ่งเวลา) นั่งดูกำหนดรู้ว่าลมหายใจเข้าหรือออกอยู่เท่านั้น อาจจะนับไปด้วยก็ได้เข้าออกเป็น๑,๒,๓ ไปเรื่อยๆแต่ที่สำคัญต้องไม่คิดอะไรวุ่นวายปลงลงให้ใจสงบ แล้วจะรู้ว่าใจที่สงบก่อให้เกิดความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุภายนอก จากนั้นจะนั่งแค่ไหนแล้วแต่เรา แต่ระวังอย่าติดในสุขอย่างนี้เพราะยังไม่ใช้สมาธิในพุทธศาสนา ต้องมีขันติ วิริยะ และปัญญาเป็นองค์ประกอบจึงจะใช่ มีข้อสงสัยอะไรสอบถามได้นะ ตอบได้จะตอบ ถ้าไม่ได้จะค้นคว้าให้
อาตมาเห็นคนไหว้ผีหรือศาลเจ้าต่างๆก็เลยนึกถึงเรื่องอนาถบิณฑิกะเศรษฐีที่ว่า ครั้งหนึ่งเศรษฐีตกอับถูกคนโกงหนี้สิ้น และสมบัติที่ฝั่งดินไว้ถูกน้ำพัดหายไป มีเทวดาตนหนึ่งที่ไม่พอใจพระพุทธเจ้าเพราะเห็นว่าเศรษฐีถวายอาหารดีๆให้พระองค์มากมาย เมื่อเศรษฐีตกอับจึงได้โอกาสเข้าไปหาเศรษฐีในคืนหนึ่งบอกว่า"ท่านตกระกำลำบากแล้วยังถวายอาหารพระทั้งหลายอยู่ย่อมไม่ควร" เศรษฐีจึงถามว่าท่านเป็นใคร เทวดาตอบว่า"เราเป็นเทวดาผู้รักษาอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่าน" เศรษฐีจึงบอกว่า เรามีศรัทธาในพระศาสดาไม่หวั่นไหพระว ท่านมากล่าวอยางนี้ไม่ควรจงออกไปจากบ้านของเรา เทวดาเมื่อถูกเศรษฐีไล่ก็ไม่มีที่อยู่ทำให้ได้รับความลำบาก จึงไปหาท้าวสักกะราชาแห่งเทวดาให้ช้วย ท้าวสักกะแนะนำว่า"ท่านจงไปตามหาทรัพสินของเศรษฐีที่ถูกน้ำพัดไป และถูกคนโกงไปเอามาคืนแก่เศรษฐีเถอแล้วไปขอให้เศรษฐียกโทษให้ เทวดาก็ทำตาม แต่เศรษฐีบอกว่าเราไม่อาจยกโทษได้ต้องให้พระพุทธเจ้ายกโทษ จึงพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงยกโทษให้ เรื่องที่เล่ามานี้จะเห็นได้ว่าเทวดาหรือภูตผีต่างๆต่างหากที่อาศัยมนุษย์เพื่อจะได้ทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ แล้วท่านเหล่านั้นก็ตอบแทนด้วยการให้ความคุ้มครองปกปักรักษาเรา เพราะมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สร้างกรรมต่างๆได้ทั้งดีและชั่ว เมื่อตายก็จะได้ผลกรรมตามที่ทำมา ดังนั้นท่านทั้งหลายจงมั่นใจในความดีที่กระทำเมื่ออุทิศผลบุญให้กับเทวดาหรือทูตผีทั้งหลาย เขาเหล่านั้นย่อมกลับมาคุ้มครองเราเองโดยไม่ต้องร้องขอ ถึงมีคำโบราณที่ว่า "คนดีผีคุ้ม" ขอเจริญพร
บิดามารดาเป็นพระอรหันต์ของบุตร พรที่ประเสริฐที่สุด คือพรที่บิดามารดาให้ ยิ่งบิดามารดาเป็นคนดีพรนั้นยิ่งศักดิ์สิทธิ์
ต้องรู้จักหา รู้จักใช้ แล้วรู้จักหยุดหรือพอ (ปัญญาสามัญชนคนทั่วไป)
ต้นไม้ต้องมีการดัด การแต่ง และการตัด ให้ดูงดงามฉันใด คนเราก็ต้องมีการฝึกฝน ด้วย ขันติ และวิริยะ ฉันนั้น เพราะตนที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ (ทันโต เสฏโฐ มนุเสสุ ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วประเสริฐที่สุด)
มีหลายคนเที่ยวถวายสังฆทาน โดยไม่เข้าใจความหมาย สังฆทานแปลว่าของเพื่อหมู่พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จะเป็นแกง ๑ ถ้วย ของหรือผ้า ๑ อย่างก็เป็น สังฆทานได้
อีกเรื่อง การสะเดาะเคราะห์ ถ้ากรรมต่างๆที่เราทำไม่ดีไว้สะสมมาจนให้ผล จะมาสิ้นสุดลงเพราะการทำดีครั้งเดียวเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นการลงทุนก็ กำไรเหลือเกิน ค้ากำไรเกินควรไปไหม แต่จะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้กรรมที่ไม่ดีที่เราเคยทำไว้ ไม่ให้มาให้ผล หรือตามทัน พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสเรื่องปธาน ๔ไว้ดังนี้
๑ เพียรพยายามละบาปหรือการกระทำชั่วที่เคยทำไว้แล้ว
๒ เพียรพยายามอย่าทำบาป หรือการกระทำชั่วใหม่ให้เกิดขึ้น
๓ เพียรพยายามทำความดี หรือการกระทำบุญให้เกิดขึ้น
๔ เพียรพยายามรักษาความดี หรือการกระทำดีตลอดไป
ถ้าเปรียบกรรมชั่วต่างๆเป็นน้ำที่จะไหลมาปะทะกับเรา หรือให้ผล การที่เราทำความดีก็เหมือนการสร้างเขื่อนที่จะคอยสะกัดกั้นไม่ให้กรรมชั่วเหล่านั้นมาปะทะ หรือให้ผลกับเราได้ หรือถ้ากรรมชั่วนั้นมากจริงๆ ความดีที่เรากระทำไว้ ชึ่งก็คือเขื่อนจะทำให้ผลนั้นเบาบางลงได้ ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติตามหลัก ปหาน ๔ก็ไม่จำเป็นต้องไปสะเดาะเคราะห์ที่ไหน ราหูจะอมจันทร์ พระเสาร์จะแทรก ก็ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะการที่เราทำกรรมดีในปัจจุบัน จะคุ้มครองเราเอง เรื่องอดีตเราไปแก้ไขไม่ได้ แต่เป็นบทเรียนให้เราทำปัจจุบันให้ดีได้
**********
ที่มา---Chollathon Primgprakumkrong/fb.com
No comments:
Post a Comment