10.12.10

คนเรานั้นสร้างกรรมได้ ๓ ทาง


              พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าคนเรานั้นสร้างกรรมได้ ๓ ทาง คือทางกาย๑ ทางวาจา ๑ ททางใจ ๑ วันนี้จะขอพูดเรื่องวาจา เพราะคนทั้งหลายทั่วไปมักชอบการเป็นผู้พูดมากกว่าเป็นผู้ฟัง โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งพูดมากยิ่งแสดงความไม่รู้ออกมา ถึงมีคำกล่าวว่าคิดให้ดีแล้วจึงพูด เมื่อพูดไปแล้วคำพูดจะเป็นนายเรา(สัจจะ) เหมือนบทสวดมนต์ทั้งหลายมักลงท้ายด้วย เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ เป็นต้นแปล ด้วยการกล่าวคำสัจจนี้ขอความสุขสวัดดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ดังนั้นการใช้วาจาจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเราควรสังวรณ์ให้ดี
              
               แล้วเมื่อเวลามีใครมาด่า หรือ สาปแช่งเราละ มันจะเป็นจริงอย่างนั้นได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็มีเหตุปัจจัยอยู่ที่ผู้ด่าหรือสาปแช่งว่าเป็นคนมีศีลธรรมหรือไม่๑ เป็นคนรักษาสัจจะดีหรือไม่๑ มีเหตุสมควรแก่การทำหรือไม่๑ ผู้ถูกด่าหรือสาปแช่งยึดถือแค่ไหน๑ เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยเหมือนอย่างในธรรมบทเรื่องหนึ่งว่า
                
         ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า"ถ้ามีคนมาด่าหรือสาปแช่งเรามีอันจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่" พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า "ดูก่อนพราหมณ์ ถ้ามีคนให้ของเรา แล้วเราไม่รับ ของนั้นจะตกกับใคร" พราหมณ์ตอบว่า"ของนั้นย่อมตกแก่ผู้ให้เอง"พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า"ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อมีคนด่าเราหรือสาปแช่งเราแล้วเราไม่รับ คำทั้งหลายเหล่านั้นย่อมตกแก่ผู้ด่าหรือแช่งเอง" ดังนี้
            ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายมั่นใจในความดีที่เรากระทำไว้จะคุ้มครองเราแน่นอน ปากเขาเราห้ามไม่ได้ แต่ใจเราเราห้ามได้พระพุทธเจ้าจึงให้ขันติมา ให้เราทำใจของเราให้สงบอดทนไว้เพราะมันไม่เป็นจริงตามคำของเขาหรอก ยิ่งเป็นคนไม่มีศิลธรรมจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ทำใจให้สบายเถอะเมื่อเราไม่รับมาใส่ใจคำแช่งคำด่าเหล่านั้นย่อมทำอะไรไม่ได้
   
             พระพุทธเจ้านั้นทรงตรัสบอกไว้ว่าขันติคือความอดทน เป็นประธานของธรรมทั้งหลาย ธรรมใดถ้าไม่มีก็จะสามารถมีและเจริญได้ตามมา คนที่เกลียดความอดทนแสดงว่าเขาเป็นคนขี้เกียจ ชอบทำตามกิเลสความอยากของตัวเอง เอาแต่ใจ หาความเจริญได้ยาก ในเมื่อใครๆก็ชอบคนขยัน เราจึงควรขยันให้คนเขาชอบเราดังนั้นเราจึงต้องมีความอดทนหรือขันติเป็นพื้น ดังคำบาลีที่ว่า" สีลสมาธิคุณานัง ขันติ ปะธานะการะณัง สัพเพปิ กุสลา ธัมมา ขันตะยาเยว วุฑฒันติเต" แปล ขันติเป็นประธาน เป็นเหตุแห่งคุณคือศีลและสมาธิ กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญ เพราะขันติเท่านั้น"
ขันติ(ความอดทน)และวิริยะ(ความพยายาม)นำพาสู่ความสำเร็จ (ขันติคือทำนานๆ วิริยะคือทำบ่อยๆ)
             
             ปัญญานำพาสู่ความเจริญ (ต้องรู้จักพิจารณาให้ดีหรือรอบครอบก่อน แล้วทำ) มีหลายคนเที่ยวถวายสังฆทาน โดยไม่เข้าใจความหมาย สังฆทานแปลว่าของเพื่อหมู่พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป จะเป็นแกง ๑ ถ้วย ของหรือผ้า ๑ อย่างก็เป็น สังฆทานได้
             อีกเรื่อง การสะเดาะเคราะห์ ถ้ากรรมต่างๆที่เราทำไม่ดีไว้สะสมมาจนให้ผล จะมาสิ้นสุดลงเพราะการทำดีครั้งเดียวเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นการลงทุนก็ กำไรเหลือเกิน ค้ากำไรเกินควรไปไหม แต่จะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้กรรมที่ไม่ดีที่เราเคยทำไว้ ไม่ให้มาให้ผล หรือตามทัน พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสเรื่องปหาน ๔ไว้ดังนี้
๑ เพียรพยายามละบาปหรือการกระทำชั่วที่เคยทำไว้แล้ว
๒ เพียรพยายามอย่าทำบาป หรือการกระทำชั่วใหม่ให้เกิดขึ้น
๓ เพียรพยายามทำความดี หรือการกระทำบุญให้เกิดขึ้น
๔ เพียรพยายามรักษาความดี หรือการกระทำดีตลอดไป
ถ้าเปรียบกรรมชั่วต่างๆเป็นน้ำที่จะไหลมาปะทะกับเรา หรือให้ผล การที่เราทำความดีก็เหมือนการสร้างเขื่อนที่จะคอยสะกัดกั้นไม่ให้กรรมชั่วเหล่านั้นมาปะทะ หรือให้ผลกับเราได้ หรือถ้ากรรมชั่วนั้นมากจริงๆ ความดีที่เรากระทำไว้ ชึ่งก็คือเขื่อนจะทำให้ผลนั้นเบาบางลงได้ ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติตามหลัก ปหาน ๔ก็ไม่จำเป็นต้องไปสะเดาะเคราะห์ที่ไหน ราหูจะอมจันทร์ พระเสาร์จะแทรก ก็ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะการที่เราทำกรรมดีในปัจจุบัน จะคุ้มครองเราเอง เรื่องอดีตเราไปแก้ไขไม่ได้ แต่เป็นบทเรียนให้เราทำปัจจุบันให้ดีได้ เจริญพร

**************************
ทีมา---Chollathon Primgprakumkrong/fb.com

No comments:

Post a Comment

คนมีธรรม