๐๐๐ สุคติภูมิ – ตอนที่ ๑ ๐๐๐
เวลานี้มีนักเล่นฌาน มีคนเล่นอภิญญาอยู่ กำลังจะฝึกอภิญญาใหญ่ องค์สมเด็จท่านบอกว่า ที่ทำแบบนี้น่ะมันยังไม่ถึงเวลานะ ในเมื่อมันยังไม่ถึงวาระที่จะไปดึงพระอาทิตย์ให้มันขึ้น มันก็ไม่ขึ้น ถ้ายังไม่ถึงวาระที่มันจะค่ำจะไปดึงพระอาทิตย์ให้มันตก มันก็ไม่ตก ทำไมจึงจะเล่นกันเวลานี้ ตอนนี้ก็ควรจะฝึกกันแค่ขั้นมโนมยิทธิก็พอแล้ว เพื่อสะสมกำลังให้มันพอท่านว่าอย่างนั้น
วันหนึ่งขึ้นไปที่พระจุฬามณีเห็นนั่งกันอยู่เต็ม ดูไปดูมาท่านก็บอกให้ดูภิภพต่างๆ “มนุษย์ก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี มันไม่ใช่แดนสุขจริง มนุษย์ที่ว่าเป็นสุขมันก็เป็นสามิสสุข แต่เนื้อแท้จริงๆ ไม่มีอะไรจะสุขสักนิดหนึ่ง ของที่ได้มามันก็เป็นปัจจัยของความทุกข์ทั้งนั้น” ใช่ไหม อยู่คนเดียวไม่ชอบ อยากจะมีผัวมีเมีย มีมาแล้วก็ทะเลาะกัน ดีไม่ดีพอลูกโผล่มาแล้ว กำลังหลับสบายๆ ยังไม่ทันเต็มตื่น ลูกร้องก็ต้องตื่นมาซะแล้ว ไม่เป็นเรื่อง มันมีแต่ความทุกข์
ทีนี้ก็มองไปดูเทวดาและพรหม ซึ่งมี ๒ พวกด้วยกัน คือพวกฌานโลกีย์ กับพวกโลกุตระ พวกเทวดาและพรหมที่เขามีความดีพอ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเทวดาเขาจะเป็นพรหมก็ไม่มีใครเขาลง แม้แต่พวกที่เป็นพระโสดาบันเขาก็ไม่ลง เขาตีตั๋วต่อไปพระนิพพานหมด ฉะนั้น อารมณ์ของเทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เขาจึงมีแต่อารมณ์เป็นสุข
ถึงแม้ท่านที่อยู่ในกามาวจร แปลว่าอารมณ์ที่เที่ยวไปในความใคร่ จรเขาแปลว่าเที่ยวไป กามาเขาแปลว่ามีความใคร่ เทวดาชั้นกามาวจรก็เป็นเทวดาที่มีอารมณ์จิตเที่ยวไปในความใคร่ มีความประพฤติไปในความใคร่ คำว่าใคร่ในตัวนี้ อย่านึกว่าเทวดาเขาใคร่เหมือนคนนะ คิดอย่างนั้นมันคิดไม่ถูก ถ้าเทวดามีความใคร่เท่าคน เขาก็ไม่เรียกเทวดา เขาเรียกว่าคน
๐เทวดา๐ เทวดาเขาแปลว่าประเสริฐ ทีนี้ความใคร่ของผู้ประเสริฐนั้น หมายถึงมีความเนื่องถึงกันโดยมีความรู้สึกว่า “คนนี้เป็นสามี คนนั้นเป็นภรรยา คนนี้เป็นลูก คนนั้นเป็นบริวาร ก็มีเท่านั้น ยังมีความห่วงใยกันอยู่บ้าง ในฐานะที่เคยมีความสัมพันธ์กันมา ก็ยังมีความกังวลอยู่นิดหนึ่ง ความกังวลไม่มาก ไม่เหมือนคน ที่ว่ากังวลก็กังวลเรื่องความประพฤติ ว่าเขาจะทำดีหรือชั่ว จะต้องพลัดลงไปในอบายภูมิหรือเปล่า ก็ยังมีความห่วงกันอยู่” อย่านึกว่าเทวดาเขามีความใคร่อย่างคนนะ อันนี้ไม่มี
ฉะนั้น เทวดาพวกที่มีผัวมีเมียก็เหมือนกับคนที่รักษาอุโบสถ คนที่เขารักษาอุโบสถเขาก็เว้นจากกามารมณ์เหมือนกัน คำว่ากามที่เขาแปลกัน คนแปลๆ ไม่ถูก ดันแปลเป็นอารมณ์ของคนไปหมด ถ้าแปลไปตามอารมณ์ของคนก็ไม่ใช่เทวดา ท่านอธิบายให้ฟังแล้วก็เลยถามโยมท่านว่า ...ความจริงเป็นอย่างนั้นใช่ไหม ท่านบอกว่า คุณมาถามฉันซึ่งเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ต้องไปถามพวกที่เขายังไม่ได้เป็นพระอริยะสิ เขาจึงจะตอบถูก
ก็มีเทวดาสองสามองค์ท่านเข้ามา ความจริงท่านพวกนี้ท่านอยู่ไกลลิบ ท่านขออนุญาตเข้าแล้วก็อธิบายให้ฟัง ความใคร่ในการมวจรน่ะ ความจริงมันใครกันแค่เพียงว่า มีความเนื่องกัน ถึงกันเท่านั้นเอง คำว่าเนื่องกันก็หมายความว่า คนนี้เคยเป็นสามี คนนี้เคยเป็นภรรยา คนนี้เคยเป็นบุตรธิดา คนนี้เคยเป็นบริวาร คนนี้เคยเป็นเพื่อน แต่ความห่วงใยยิ่งไปกว่านี้ไม่มี คนนี้เขาจะอด คนนี้เขาจะป่วย คนนี้เขาจะขี้แตก ท้องจะผูก ความห่วงกังวลแบบนี้ไม่มี
อ้างอิง – คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๖๒ หน้า ๒๓-๒๔ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
