๐๐๐ สุคติภูมิ – ตอนที่ ๓-ตอนจบ ๐๐๐
พอคุยเสร็จจากจุดนี้แล้ว ท่านก็บอกให้ไปพระนิพพาน ก็ไปที่วิมาน พอเข้าไปข้างใน เขาก็มากันพร้อม แต่งตัวกันสวยสดงดงามดี สักครู่หนึ่งสมเด็จท่านก็เสด็จท่านก็เสด็จมา ท่านตรัสว่า ถามพวกที่อยู่นิพพานสิ อารมณ์จริงๆ เขาเป็นอย่างไร ไอ้เราขึ้นไปบนนั้นมันก็สบายมีแต่เบาๆ ก็เลยถามแม่ศรี พอถามเขาก็เปล่งแสงปร๊าบ แสงสว่างเต็มที่ ก็เลยถามว่า เอาแสงนี่มาใช้แล้วหรือ มันถึงเวลาที่จะต้องใช้แล้ว เลยถามว่า อารมณ์ของพระนิพพานมันเป็นอย่างไร
มันก็ไม่มีอารมณ์อะไร อารมณ์อย่างเทวดาก็ไม่มี อารมณ์อย่างพรหมก็ไม่มี จะมานั่งห่วงคนนั้นจะแก่ มันก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะป่วย มันก็ไม่มี ห่วงคนโน้นมันจะเหนื่อยมันก็ไม่มี มันไม่มีอะไรจะห่วงทั้งหมด อารมณ์มันเฉยๆ ถึงเขาจะเป็นลูก เป็นน้อง เป็นพี่ เป็นสามี เป็นภรรยา อารมณ์เดิมมันก็ไม่มี ไอ้ความเนื่องถึงกันในอดีตมันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่อยู่บนนี้แล้วอารมณ์มันปล่อยหมด แต่คำว่าพันธะมันยังมีอยู่นิดหนึ่ง ก็ห่วงพวกที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ห่วงแล้วจิตมันเป็นอย่างไร มันทุกข์ไหม ไม่ทุกข์หรอก มีกังวลอยู่หน่อยเดียวว่าทำอย่างไรเขาถึงจะเป็นพระอรหันต์ จะหาวิธีใดให้เขามานิพพานได้ สมมุติว่าเขามีกำลังมานิพพานไม่ได้ล่ะ จะมีกังวลไหม ไม่มีกังวล เพราะรู้กำลังเขาไม่พอ เราก็จะมีทางเดียวคือชี้แนว แนะแนวโดยความเข้าใจเวลาที่จิตเขาเป็นทิพย์ก็จะสร้างความเข้าใจให้เกิด ว่าการที่จะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงน่ะ ควรจะทำอย่างไร ให้เขาเกิดอารมณ์ความรู้สึกเอง
นี่แทนที่พระพุทธเจ้าจะอธิบาย กลายเป็นแม่ศรีสอนฉัน เขาก็นั่งอธิบายให้ฟัง แล้วเขาก็ถามว่า อย่างหลวงพี่นะ เวลาที่ขึ้นมาบนนี้มีกังวลไหม ฉันจะไปกังวลอะไรอีก ขนาดฉันอยู่เมืองมนุษย์ฉันยังไม่กังวลเลย หลวงพ่อห่วงใครบ้างล่ะ ตัวฉันยังไม่ห่วง แล้วฉันจะไปห่วงใครเขา สมเด็จท่านก็เลยตรัสว่า ถูก..ตัวคุณๆไม่ห่วง แล้วก็คำว่าห่วงใครจริงๆ มันก็ไม่มี แต่ทว่าพระหรือฆราวาสก็ตาม ถ้าทำจิตให้ถึงอารมณ์ที่สุดได้แล้ว ก็อย่าลืมว่าถ้าขันธ์ ๕ มันมีอยู่ ภาระมันก็ยังมี นี่เราไม่ห่วงก็จริง แต่ว่าเราก็ต้องทำงานตามหน้าที่
ฉะนั้น ความหนักในขณะที่ทรงขันธ์ ๕ มันจึงยังมีอยู่ แต่ว่าขณะใดที่จิตมันยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ ก็ควรจะทำอารมณ์ให้เบาเหมือนกับขึ้นมาอยู่บนนิพพาน ทำอย่างไรรู้ไหม ก็ต้องใช้คาถา ช่างมัน ช่างมัน ช่างมัน ช่างจนกระทั่งน้ำหนักที่ชั่งมันเหมือนกับช่างอากาศ
แล้วสมเด็จท่านก็ตรัสว่า ขณะที่ทรงร่างกายอยู่ ควรจะทำจิตเหมือนกับตอนอยู่บนนิพพาน แต่ว่ากิจอันหนึ่งที่จะพึงทำนั้น ก็คือภาระของขันธ์ ๕ ถือว่าเราทำเพื่อให้มันทรงอยู่ มันยังไม่ดับ แต่ว่าอย่ามีอารมณ์กังวล มันอยากกินก็ให้มันกิน มันอยากขี้ก็ให้มันขี้ มันอยากนอนก็ให้มันนอน ทำสภาวะเหมือนกับว่า
เสือตัวร้ายที่เราลี้ยงมันไว้ แต่เรากำลังจะโดดหนีเสือ แต่เสือมันยังไม่ได้ เมื่อเราอยู่กับเสือเราก็มีความรังเกียจเสือ เราให้มันกิน เราให้มันกินเพราะความจำใจ เราเอาใจมันเพราะความจำใจ แต่เนื้อแท้จริงๆ เราไม่ต้องการมันเลย
ก็เป็นอันว่าให้ทุกๆ ท่านพยายามรักษากำลังใจ ขณะใดที่เรายังทรงขันธ์ ๕ อยู่ก็ให้ทำอารมณ์ใจเหมือนกับเราจะละขันธ์ ๕ ไปอยู่ที่นิพพาน อย่าให้มีอารมณ์ยุ่ง มันมีหน้าที่ก็ให้เป็นหน้าที่ แต่ว่าใจอย่าให้มันยุ่ง ทำทุกอย่างเพื่อเราละโลกนี้คือมนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก ถือว่าโลกทั้งสามนี้ มีสภาพเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่คอยทำอันตรายเรา เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน..สวัสดี
อ้างอิง – คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๖๒ หน้า ๒๗-๒๘ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
